กลยุทธ์ SAAB บริษัทเจ้าของ เครื่องบิน Gripen ที่กองทัพไทยใช้ ผู้บริหารมาเล่า ข้อมูลน่าสนใจ

กลยุทธ์ SAAB บริษัทเจ้าของ เครื่องบิน Gripen ที่กองทัพไทยใช้ ผู้บริหารมาเล่า ข้อมูลน่าสนใจ

12 พ.ค. 2026
- หลายคนจะเริ่มรู้จักชื่อ SAAB (อ่านว่า ซาบ) เพราะว่านี่คือบริษัทที่เป็นเจ้าของ Gripen เครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่เป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศไทย
แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า SAAB เป็นบริษัทสวีเดน ที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย 42 ปีแล้ว 
และ SAAB ยังเป็นยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาวุธสงครามของโลกด้วย
BrandCase มีโอกาสได้ร่วมรับฟังและพูดคุยกับ คุณเฟรดริก ลินด์บลูม ผู้จัดการประจำ SAAB ประเทศไทย 
ซึ่งมาเล่าให้ฟังว่า SAAB กำลังกระโดดเข้ามาแก้โจทย์สำคัญ คือการปราบโดรนจู่โจม ที่กำลังเป็นฝันร้ายในสมรภูมิปัจจุบัน
โดยหากดูจากประวัติย้อนหลังที่ผ่านมา เราจะเห็นความสำคัญของ SAAB ในทุกเหล่าทัพไทย
- กองทัพบก
เริ่มต้นจากระบบ Simulator หรือระบบจำลองสถานการณ์รบ ในปี 1984 จนถึงเครื่องยิงจรวด Carl-Gustaf และเรดาร์ตรวจจับวิถีกระสุนปืนใหญ่ Arthur
- กองทัพเรือ
อัปเกรดระบบเรือหลวงนเรศวร, เรือหลวงจักรีนฤเบศร จนถึงเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช และล่าสุดในปี 2026 กับการติดตั้งเรดาร์ Giraffe 1X บนเรือรบอีก 3 ลำ
- กองทัพอากาศ
ตั้งแต่ปี 2008 ที่ไทยจัดหา Gripen C/D และเครื่องบิน Erieye มาใช้งาน จนถึงโครงการอัปเกรดระบบควบคุมทางอากาศ (ACCS) และก้าวต่อไปกับ Gripen E/F ในปี 2025
- ไม่เพียงแค่การทหาร แต่ SAAB ยังดูแลระบบ Surveillance หรือระบบวางแผนการบิน ให้กับสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2006 จนถึงปัจจุบัน
และมาถึง Product ใหม่ล่าสุดอย่าง Counter UAS ระบบสกัดโดรนขนาดเล็ก  
อีกหนึ่งภัยคุกคามใหม่ ที่น่ากังวลในตอนนี้ ที่เทคโนโลยีเรดาร์แบบเดิมอาจตรวจจับได้ยาก
โดยความน่าสนใจ ของระบบ Counter UAS ก็คือ 
1 . เคลื่อนที่เร็วและฉลาด 
ระบบทั้งหมดติดตั้งอยู่บนรถ 6x6 Platform ที่สมบุกสมบัน ไปได้ทุกที่ และที่สำคัญคือรองรับระบบ Link 16 ซึ่งเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูลทางทหารระดับโลก 
ทำให้สามารถแชร์ข้อมูลกับเครื่องบิน Gripen หรือระบบป้องกันภัยอื่น ๆ ของกองทัพได้ทันที
2. ตาไว แยกแยะเก่ง 
หัวใจสำคัญคือเรดาร์ Giraffe ระดับ High-Resolution ที่ไม่ได้มาแค่ตัวเดียว แต่ทำงานร่วมกับกล้องตรวจจับความร้อน (EO/IR Imager) และระบบตรวจจับด้วยเสียง (Acoustic Array) 
ทำให้มันสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งที่บินอยู่คือ นก เครื่องบิน หรือโดรนจิ๋วได้จากระยะไกล
3. จ่ายน้อย แต่ต่อยหนัก
นี่คือจุดสำคัญที่ SAAB แก้โจทย์เรื่องความคุ้มทุน เพราะระบบนี้มีอาวุธให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของเป้าหมาย
- ใช้ปืน 30mm ยิงไปทำลายโดรน ซึ่งต้นทุนถูกกว่ามิสไซล์มหาศาล 
- ถ้าไม่อยากยิงให้พัง ก็แค่ใช้คลื่นวิทยุกวนสัญญาณให้โดรนหลงทาง หรือร่วงไปเอง หรือที่เรียกว่าระบบ Soft Kill
นอกจากนี้ในเรื่องของราคา ก็ยังถูกกว่าระบบสกัดแบบเดิมที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท เทียบกับแบบใหม่ ที่มีมูลค่าประมาณ 80-100 ล้านบาท 
4. ป้องกันได้แบบหลายชั้น
ไม่ใช่แค่ยิงแม่น แต่ SAAB ออกแบบมาให้รับมือได้ตั้งแต่โดรนลำเดี่ยวไปจนถึงฝูงโดรน โดยเน้นการลดวงจรค่าใช้จ่ายในการยิง เมื่อเทียบกับระบบแบบเดิม ๆ
ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเราจะได้เห็นระบบนี้ในกองทัพไทยต่อไปในอนาคต 
ทั้งหมดนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของ SAAB ในการผสานความเก๋าของอาวุธระดับโลก เข้ากับระบบอาวุธที่จัดการโดรนหลักแสนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
Reference
- ข่าวประชาสัมพันธ์จาก SAAB
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.