วิธีที่ชายคนนี้ ใช้ AI สร้างแอปเก็บข้อมูลลับ บน iPhone ใน 3 สัปดาห์ จนทำรายได้เดือนละกว่า 1,300,000 บาท

วิธีที่ชายคนนี้ ใช้ AI สร้างแอปเก็บข้อมูลลับ บน iPhone ใน 3 สัปดาห์ จนทำรายได้เดือนละกว่า 1,300,000 บาท

1 พ.ย. 2026
รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันมีชายคนหนึ่งที่สามารถสร้างแอปพลิเคชันบน iPhone ได้ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ทั้งที่ไม่เคยพัฒนาแอป iOS มาก่อน และไม่ได้เขียนโคดเองแม้แต่บรรทัดเดียว
ชายคนนี้ชื่อว่า Rasty Turek ผู้สร้างแอป Vaultaire ซึ่งเป็นแอปสำหรับจัดเก็บรูปภาพและเอกสารส่วนตัวอย่างปลอดภัย โดยไม่ให้คนอื่นสามารถเข้ามาดูได้ง่าย ๆ 
โดยเขาใช้ AI อย่าง Claude และ Codex ช่วยเขียนโคดทั้งหมด ก่อนเปิดตัวแอปและทำรายได้เดือนแรกเพียงประมาณ 2,224 บาท
แต่หลังจากนั้น 6 เดือน แอปกลับสามารถสร้างรายได้ในเดือนเดียวสูงถึงประมาณ 1,300,000 บาท โดยไม่ต้องซื้อโฆษณาเลย
แล้วคุณ Rasty มีวิธีสร้างและทำให้แอปนี้เติบโตได้อย่างไร ?
BrandCase จะสรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ 
1. เริ่มต้นจากปัญหาของตัวเอง สู่ไอเดียสร้างแอป Vaultaire
จุดเริ่มต้นของ Vaultaire มาจากการที่คุณ Rasty ต้องการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับจัดเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น กุญแจเข้าถึงกระเป๋าคริปโทเคอร์เรนซี บัตรประจำตัว และสูติบัตร
เขาจึงสร้างแอปที่ทำหน้าที่เหมือนตู้เซฟดิจิทัลบน iPhone สำหรับเก็บรูปภาพ เอกสาร และข้อมูลส่วนตัว
หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อ iPhone มีฟีเชอร์ซ่อนรูปภาพอยู่แล้ว ทำไมต้องสร้างแอปขึ้นมาอีก ?
จุดขายของ Vaultaire คือการจัดเก็บข้อมูลสำคัญหลายประเภท โดยเน้นความเป็นส่วนตัว ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสและเก็บไว้บนอุปกรณ์ของผู้ใช้ ไม่ส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนา ทำให้แม้แต่เจ้าของแอปก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้
แม้แอปประเภทนี้จะมีคู่แข่งอยู่แล้ว แต่คุณ Rasty เลือกสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ปัญหาของตัวเอง แทนการคิดค้นแอปประเภทใหม่
2. ใช้ Claude และ Codex ช่วยเขียนโคด จนสร้างแอปเสร็จใน 3 สัปดาห์
แม้คุณ Rasty จะมีพื้นฐานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่เขาไม่เคยสร้างแอป iOS มาก่อน
เขาจึงเริ่มจากเขียน Product Specification เพื่อกำหนดว่าแอปต้องมีฟีเชอร์อะไร และทำงานอย่างไร
จากนั้นใช้ AI Coding Agent อย่าง Claude และ Codex ช่วยเปลี่ยนรายละเอียดเหล่านั้นให้เป็นโคด โดย AI สามารถรับคำสั่งภาษาธรรมดา แล้วช่วยสร้างและแก้ไขโคดได้
ทำให้คุณ Rasty ไม่จำเป็นต้องเขียนภาษา Swift ด้วยตัวเอง แต่ทำหน้าที่กำหนดความต้องการและดูแลการพัฒนาแทน จนสามารถสร้าง Vaultaire เวอร์ชันแรกได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ก่อนนำขึ้น App Store
3. เปิดให้ใช้งานฟรี ก่อนสร้างรายได้จากการขายสมาชิก
สำหรับโมเดลธุรกิจ Vaultaire เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี แต่หากผู้ใช้ต้องการเข้าถึงฟีเชอร์เพิ่มเติม ก็สามารถเลือกซื้อแพ็กเกจได้
โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
- รายสัปดาห์ ประมาณ 67 บาท
- รายปี ประมาณ 674 บาท
- จ่ายครั้งเดียวเพื่อใช้งานตลอดชีพ ประมาณ 1,348 บาท
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Vaultaire จะทำรายได้สูงถึงประมาณ 1,300,000 บาทในเดือนที่ดีที่สุด แต่รายได้ประจำต่อเดือน หรือ MRR กลับอยู่ที่ประมาณ 49,500 บาทเท่านั้น
เพราะรายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการสมัครสมาชิกแบบต่ออายุ แต่เกิดจากการซื้อแพ็กเกจตลอดชีพ
โดยแพ็กเกจนี้คิดเป็นประมาณ 60% ของจำนวนการซื้อทั้งหมด และสร้างรายได้มากกว่า 80% ของรายได้รวม
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้จำนวนมากไม่ได้จ่ายเงินทันทีหลังดาวน์โหลด
โดยอัตราเปลี่ยนจากผู้ดาวน์โหลดเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินในวันแรกอยู่ที่ 5.47% ก่อนเพิ่มเป็น 8.62% ภายในวันที่ 35 และมีช่วงที่เปลี่ยนเป็นลูกค้าสูงสุดอยู่ราววันที่ 60
สะท้อนว่า ผู้ใช้จำนวนหนึ่งเลือกทดลองใช้แอปก่อน เมื่อเห็นประโยชน์และเกิดความเชื่อมั่น จึงตัดสินใจจ่ายเงินในภายหลัง
4. ไม่ซื้อโฆษณา แต่ใช้ SEO หาลูกค้าจากช่องทางที่คู่แข่งมองข้าม
แม้ตลาดแอปเก็บรูปภาพส่วนตัวจะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่คุณ Rasty สังเกตเห็นว่า คู่แข่งส่วนใหญ่เน้นการทำให้แอปติดอันดับบน App Store
ขณะที่หลายแบรนด์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำเว็บไซต์เพื่อดึงลูกค้าผ่าน Google มากนัก
เขาจึงเลือกใช้ SEO เป็นช่องทางหลักในการหาผู้ใช้งาน แทนการซื้อโฆษณาหรือจ้าง Influencer
โดยสร้างเว็บไซต์ vaultaire.app สำหรับโปรโมต Vaultaire และเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหา เช่น วิธีซ่อนรูปภาพบน iPhone หรือวิธีจัดเก็บไฟล์ส่วนตัวอย่างปลอดภัย
ที่น่าสนใจคือ คุณ Rasty ใช้ Claude และ Codex ช่วยผลิตบทความเหล่านี้ด้วย โดยสามารถเผยแพร่บทความได้ประมาณวันละ 1-2 บทความ
กลยุทธ์นี้ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับแอปเจ้าใหญ่เฉพาะใน App Store แต่สามารถเข้าถึงลูกค้าผ่าน Google ซึ่งเป็นช่องทางที่คู่แข่งบางรายยังไม่ได้ให้ความสำคัญ
4. จากรายได้เดือนแรก 2,224 บาท สู่รายได้เดือนละกว่า 1,300,000 บาท
หลังจากเปิดตัว Vaultaire รายได้ในเดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 2,224 บาทเท่านั้น
แต่เมื่อเว็บไซต์เริ่มดึงผู้ใช้งานเข้ามาได้มากขึ้น รายได้ของแอปก็ค่อย ๆ เติบโตตามไปด้วย
จนภายในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน Vaultaire สามารถทำรายได้สูงถึง 1,381,700 บาทในเดือนเดียว
ขณะที่ยอดดาวน์โหลดสะสมทะลุ 60,000 ครั้ง และมีจำนวนการดาวน์โหลดอยู่ที่ประมาณ 800 ครั้งต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกว่า รายได้ระดับหลักล้านบาทนี้ไม่ใช่รายได้ประจำจากค่าสมาชิกรายเดือนทั้งหมด เพราะรายได้ส่วนใหญ่เกิดจากแพ็กเกจตลอดชีพ ซึ่งเป็นการชำระเงินครั้งเดียว
ดังนั้น หากต้องการรักษารายได้ระดับนี้ไว้ ธุรกิจยังจำเป็นต้องหาลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง..
เรื่องราวของคุณ Rasty จึงเป็นตัวอย่างว่า การสร้างแอปให้ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากไอเดียใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
เพราะ Vaultaire เป็นเพียงแอปเก็บรูปภาพและเอกสารส่วนตัว ซึ่งมีคู่แข่งอยู่ในตลาดมานานแล้ว
แต่คุณ Rasty เลือกแก้ปัญหาที่ตัวเองเจอ ใช้ AI ช่วยลดเวลาในการพัฒนาสินค้า และหาช่องทางเข้าถึงลูกค้าที่คู่แข่งยังไม่ได้ให้ความสำคัญ
จนสามารถเปลี่ยนแอปที่สร้างขึ้นภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ให้กลายเป็นธุรกิจที่ทำรายได้มากกว่า 1,300,000 บาทภายในเดือนเดียว
References
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.