
วิธีที่ชายคนนี้ ทำที่โล่ง ปล่อยเช่า จนทำกำไรเดือนละ 800,000 บาท
11 ต.ค. 2026
ปกติถ้าเราซื้อที่ดินมาเพื่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลายคนอาจนึกถึงการสร้างบ้าน อะพาร์ตเมนต์ หรือโกดัง แล้วปล่อยให้คนอื่นเช่า
แต่ชายที่ชื่อว่า Chris Long กลับเลือกวิธีที่ง่ายกว่านั้น นั่นคือ นำที่ดินมาปรับเป็นพื้นที่โล่ง แล้วปล่อยให้ธุรกิจอื่นเช่า โดยแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
ธุรกิจของเขามีชื่อว่า Longyards ทำธุรกิจที่เรียกว่า Industrial Outdoor Storage หรือ IOS
พูดง่าย ๆ คือ การนำที่ดินมาแบ่งเป็นพื้นที่ย่อย ๆ แล้วปล่อยให้ธุรกิจต่าง ๆ เช่า สำหรับจอดรถบรรทุก รถพ่วง เก็บเครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ
ลูกค้าหลักจึงเป็นธุรกิจอย่างบริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทขนส่ง ช่างประปา ช่างไฟ หรือธุรกิจที่มีรถและอุปกรณ์จำนวนมาก แต่ไม่มีพื้นที่สำหรับเก็บของเหล่านี้
คุณ Chris เรียกโมเดลนี้แบบง่าย ๆ ว่า Renting Dirt ซึ่งหมายถึง การสร้างรายได้จากพื้นที่โล่ง ที่แทบไม่มีสิ่งปลูกสร้าง
โดยคุณ Chris เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงิน 1.5 ล้านบาท ก่อนจะค่อย ๆ ขยาย Longyards อีกหลายแห่ง ซึ่งหนึ่งใน Yard ของเขา สามารถสร้างกำไรเดือนละกว่า 800,000 บาท
แล้วธุรกิจที่ดูเหมือนแค่การปล่อยที่ดินให้เช่า ทำเงินได้อย่างไร ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
1. มองหาปัญหาที่ธุรกิจอื่นเจอ แต่ไม่มีใครอยากแก้
แนวคิดของ Longyards เริ่มต้นจากปัญหาง่าย ๆ เช่น ธุรกิจจำนวนมากมีรถบรรทุก Trailer เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ที่ต้องหาพื้นที่เก็บ แต่การเช่าโกดังอาจแพงเกินความจำเป็น
ขณะเดียวกัน การนำรถหรืออุปกรณ์ไปจอดไว้ตามบ้าน ก็อาจติดข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือกฎของชุมชน
คุณ Chris จึงมองเห็นช่องว่างระหว่างที่ดินเปล่ากับโกดัง
แทนที่จะลงทุนสร้างอาคารราคาแพง เขานำที่ดินมาปรับให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น ทำรั้ว ประตู ทางเข้า ระบบรักษาความปลอดภัย และแบ่งพื้นที่ออกเป็น Yard ขนาดต่าง ๆ
จากนั้นก็ปล่อยให้ธุรกิจมาเช่าพื้นที่เหล่านี้เป็นรายเดือน
โมเดลนี้จึงคล้ายกับธุรกิจ Self-Storage เพียงแต่แทนที่จะสร้างห้องเก็บของขึ้นมาแล้วปล่อยเช่า คุณ Chris เลือกปล่อยพื้นที่กลางแจ้งให้ธุรกิจเช่าแทน
2. ต้องเลือกจาก Demand ก่อน
หัวใจสำคัญของธุรกิจนี้คือ ที่ดิน ที่ต้องอยู่ในบริเวณที่มีธุรกิจซึ่งต้องการพื้นที่ Outdoor Storage จริง
คุณ Chris จึงมองหาพื้นที่ใกล้เขตอุตสาหกรรม เมืองที่กำลังเติบโต หรือบริเวณที่มีบริษัทรับเหมาและธุรกิจบริการอยู่จำนวนมาก
เพราะลูกค้าของ Longyards ไม่ได้เช่าพื้นที่เพื่ออยู่อาศัย แต่เช่าเพราะต้องการพื้นที่สำหรับจอดรถ เก็บเครื่องจักร วัสดุ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำธุรกิจ
ยิ่งอยู่ใกล้พื้นที่ที่ลูกค้าทำงานมากเท่าไร พื้นที่เหล่านั้นก็ยิ่งมีประโยชน์ต่อผู้เช่า
ดังนั้น สิ่งที่คุณ Chris มองหา ก็คือ ที่ดินตรงไหน มีธุรกิจยอมจ่าย เพื่อใช้พื้นที่นี้ทุกเดือน ?
3. ลงทุนกับสิ่งปลูกสร้างให้น้อย แล้วกระจายความเสี่ยง
จุดที่ทำให้โมเดลของ Longyards แตกต่างจากอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป คือเงินลงทุนจำนวนมากไม่ได้ถูกใช้ไปกับการสร้างอาคาร เพราะสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ คือ พื้นที่
คุณ Chris จึงสามารถนำที่ดินหนึ่งแปลงมาแบ่งออกเป็น Yard ขนาดเล็กหลายพื้นที่ แล้วปล่อยให้ธุรกิจหลายรายเช่าพร้อมกันได้
ตัวอย่างเช่น Location หนึ่งของ Longyards มีผู้เช่าประมาณ 70 ราย และสามารถสร้างกำไรได้ประมาณ 800,000 บาทต่อเดือน
ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีอาคาร ธุรกิจนี้ก็ไม่มีห้องพักจำนวนมาก ไม่มีระบบประปาในแต่ละยูนิต หรือพื้นที่ภายในอาคารจำนวนมากที่ต้องคอยดูแล
Business Model จึงค่อนข้างเรียบง่าย คือ ซื้อหรือเช่าที่ดิน - ปรับพื้นที่ - แบ่งเป็น Yard - ปล่อยเช่ารายเดือน
4. ทำซ้ำใน Location ใหม่
เมื่อคุณ Chris พิสูจน์ได้ว่าที่ดินหนึ่งแห่งสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ โมเดลนี้ก็สามารถนำไปทำซ้ำกับพื้นที่อื่นได้เช่นกัน
เพราะสิ่งที่ Longyards กำลังสร้างคือ ระบบสำหรับเปลี่ยนที่ดินให้กลายเป็นพื้นที่เช่าสำหรับธุรกิจ
ดังนั้น เมื่อเจอพื้นที่ที่มี Demand เขาก็สามารถใช้แนวคิดเดิมซ้ำได้ ตั้งแต่หาที่ดินที่เหมาะสม ปรับพื้นที่ให้ปลอดภัยและใช้งานได้ แบ่งเป็น Yard ขนาดต่าง ๆ หาธุรกิจในพื้นที่มาเป็นผู้เช่า แล้วเก็บค่าเช่าเป็นรายเดือน
จากเงินเริ่มต้นประมาณ 1.5 ล้านบาท คุณ Chris ค่อย ๆ ขยาย Longyards จนมีหลาย Location โดยหนึ่งในนั้นสามารถสร้างกำไรได้มากกว่า 800,000 บาทต่อเดือน
เรื่องของ Longyards จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า จริง ๆ แล้วการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ อาจไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งปลูกสร้างราคาแพงลงไปบนที่ดินเสมอไป เราแค่ต้องหาในสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ ให้เจอ
Reference