
วิธีที่ชายคนนี้ สร้างรายได้เดือนละ 250,000 บาท จากการทำการตลาด ให้ธุรกิจท้องถิ่น
26 ก.ย. 2026
- นี่คือเรื่องราวของคุณ Mike Stewart ชายที่อยู่ในวงการดนตรี วิทยุ และ Internet Marketing มานานกว่า 30 ปี
ก่อนจะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาสร้างธุรกิจรับทำการตลาดให้กับ Local Business หรือธุรกิจบริการในพื้นที่ ตั้งแต่บริษัทกำจัดแมลง ช่างประปา ช่างหลังคา ไปจนถึงธุรกิจให้เช่าเรือ
โมเดลธุรกิจของคุณ Mike ค่อนข้างตรงไปตรงมา
เขาเข้าไปช่วยวางระบบการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจเหล่านี้ ตั้งแต่การทำเว็บไซต์, Google Ads, YouTube Ads ไปจนถึงการสร้าง Content แล้วเก็บค่าบริการประมาณ 16,635 บาทต่อลูกค้าหนึ่งรายต่อเดือน
ช่วงหนึ่งคุณ Mike มีลูกค้าประมาณ 15 ราย ทำให้มีรายได้ประจำจากค่าบริการส่วนนี้ประมาณ 250,000 บาทต่อเดือน และหลังจากวางระบบต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เขาบอกว่าใช้เวลาดูแลลูกค้าแต่ละรายประมาณ 1 ชั่วโมงต่อเดือน
คำถามคือ คุณ Mike ทำอะไรให้กับ Local Business เหล่านี้ จนสามารถเปลี่ยนการทำการตลาดให้กลายเป็นรายได้ประจำได้ ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
1. เริ่มจากทำให้คนในพื้นที่รู้จักและจำชื่อธุรกิจ ให้ได้ก่อน
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่คุณ Mike ใช้คือการทำ Jingle
วิธีการคือ นำชื่อธุรกิจและ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับบริการ มาทำเป็นเพลงโฆษณาสั้น ๆ เพื่อให้คนจำได้ง่าย ก่อนนำไปยิงเป็น YouTube Pre-Roll Ads หรือ Ads ก่อนเริ่มวิดีโอ เฉพาะในพื้นที่ที่ธุรกิจนั้นให้บริการ
แต่แทนที่จะหวังให้คนดูโฆษณาจนจบ คุณ Mike จะใส่ชื่อธุรกิจและ Keyword สำคัญไว้ตั้งแต่ 5 วินาทีแรก เพื่อให้แม้ผู้ชมจะกด Skip ก็ยังได้ยินชื่อธุรกิจไปแล้ว
ตัวอย่างเคสนี้คือบริษัทกำจัดแมลงในเมือง Abilene รัฐ Texas ที่คุณ Mike เล่าว่าเพลง Jingle ที่เขาทำนั้น ถูกกด Skip ไปประมาณ 8 ล้านครั้ง และมีคนดูจนจบอีกประมาณ 3 ล้านครั้ง
เท่ากับว่า แม้คนส่วนใหญ่จะกดข้าม แต่ชื่อธุรกิจนั้นก็ไปถึงหูผู้บริโภคหลายล้านคนแล้ว
ที่สำคัญ Jingle เหล่านี้ยังสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพราะธุรกิจกำจัดแมลงที่อยู่คนละเมืองไม่ได้แข่งขันกันโดยตรง คุณ Mike จึงสามารถนำโครงเพลงเดิมไปปรับชื่อและข้อมูลให้กับธุรกิจในพื้นที่อื่น
โดย Jingle สำหรับธุรกิจกำจัดแมลงเพลงหนึ่งของเขาถูกขายไป มากกว่า 100 ครั้ง ในราคาประมาณ 66,540 บาทต่อครั้ง
หากคิดเพียง 100 ครั้ง เท่ากับ Jingle ชุดนี้มีมูลค่าการขายรวมอย่างน้อยประมาณ 6.65 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การทำให้คนจำชื่อได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะในวันที่ลูกค้าต้องการใช้บริการจริง คุณ Mike ยังต้องทำให้พวกเขา Search แล้วเจอธุรกิจนั้นด้วย
2. เมื่อคนเริ่มจำได้ ต้องทำให้วันที่ Search แล้ว เจอธุรกิจด้วย
นี่คือเหตุผลที่ คุณ Mike ไม่ได้ทำแค่ YouTube Ads หรือ Jingle แต่ยังเข้าไปช่วยลูกค้าทำทั้ง เว็บไซต์, Google Ads และ Content
เพราะธรรมชาติของ Local Business หลายประเภท คือผู้บริโภคไม่ได้ต้องการใช้บริการอยู่ตลอดเวลา วันนี้เราอาจได้ยินชื่อบริษัทกำจัดแมลงแล้วไม่ได้สนใจ แต่หลายเดือนต่อมาเมื่อบ้านมีปัญหาเรื่องแมลง เราจึงค่อยเริ่ม Search หาบริษัทที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาให้ได้
คุณ Mike จึงพยายามเชื่อมสองสิ่งเข้าด้วยกัน
ด้านหนึ่งใช้ Jingle และ YouTube Ads สร้างการรับรู้และทำให้คนคุ้นเคยกับชื่อธุรกิจ ขณะที่อีกด้านหนึ่งใช้ เว็บไซต์, Google Ads และ Content รองรับ Demand ในวันที่คนเริ่ม Search หาบริการจริง ๆ
ทำให้เส้นทางของลูกค้าไม่ได้จบแค่ เห็นโฆษณาแล้วจำชื่อได้
แต่เดินต่อไปเป็น เห็นโฆษณา - จำชื่อได้ - ต้องการใช้บริการ - ค้นหา - เจอธุรกิจ
แต่การพาคนเข้ามาถึงเว็บไซต์ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะ Traffic จะไม่มีความหมายเลย หากสุดท้ายคนเข้ามาแล้วไม่ได้ซื้อหรือใช้บริการ
3. เมื่อคนเข้ามาถึงเว็บไซต์ ต้องเปลี่ยน Traffic ให้กลายเป็นเงินให้เร็วที่สุด
คุณ Mike จึงไม่ได้ให้ความสำคัญแค่กับการพาคนเข้ามาที่เว็บไซต์ แต่ยังพยายามทำให้ขั้นตอนหลังจากนั้นง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือธุรกิจให้เช่า Party Boat ใน Nashville ซึ่งตอนที่คุณ Mike เริ่มเข้าไปช่วย ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากรายได้ 0 บาท
แทนที่จะสร้างเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลจำนวนมาก คุณ Mike เลือกทำเว็บไซต์แบบง่าย ๆ เพียงหน้าเดียว และมี Call to Action ที่ชัดเจนว่า Book your boat
พูดง่าย ๆ คือ เมื่อลูกค้าเข้ามาแล้ว ไม่ต้องคิดต่อว่าต้องทำอะไร แต่สามารถไปสู่การจองได้ทันที
จากนั้นคุณ Mike จึงใช้โฆษณาพาคนเข้ามายังเว็บไซต์ โดยใช้งบโฆษณาประมาณ 8,318 บาทต่อเดือน
ผลคือ จากธุรกิจที่เริ่มต้นจากศูนย์ คุณ Mike ระบุว่า ภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ธุรกิจ Party Boat แห่งนี้สามารถสร้างรายได้ประมาณ 2.66 ล้านบาท
สิ่งที่คุณ Mike ทำจึงไม่ใช่แค่การยิง Ads แต่เป็นการต่อเส้นทางทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่พาคนเข้ามา จนถึงทำให้คนเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้
และเมื่อสูตรนี้เริ่มใช้ได้กับ Local Business หนึ่งราย คำถามต่อไปจึงกลายเป็นว่าจะนำระบบเดิมไปทำซ้ำกับธุรกิจอื่นให้ได้มากขึ้นอย่างไร ?
4. เมื่อเจอสูตรที่เวิร์ก ก็นำไปทำซ้ำ และใช้ AI ช่วยให้ Scale ได้มากขึ้น
แม้คุณ Mike จะสามารถนำระบบเดิมไปประยุกต์ใช้กับ Local Business รายอื่นได้ แต่ในอดีตการ Scale ยังมีข้อจำกัดสำคัญ คือ การผลิตงานต้องใช้ทั้งเวลาและคน
อย่างการทำ Jingle ต้องใช้ทั้งห้องอัด นักร้อง และกระบวนการ Production ขณะที่การทำ Content ก็ต้องใช้เวลาจากทั้งคุณ Mike และเจ้าของธุรกิจ
แต่ปัจจุบัน คุณ Mike เริ่มนำ AI เข้ามาลดขั้นตอนเหล่านี้ เช่น ใช้ Suno ช่วยสร้างเพลงและ Jingle, ใช้ ElevenLabs ในการ Clone เสียง รวมถึงใช้ ChatGPT ช่วยสร้าง Content
คุณ Mike ระบุว่า งานบางอย่างที่ในอดีตต้องอาศัยเวลาและคนหลายส่วน ปัจจุบันสามารถทำได้ภายในประมาณ 15 นาที
นั่นหมายความว่า ระบบการตลาดที่เดิมถูกจำกัดด้วยเวลาของคุณ Mike สามารถนำไปทำซ้ำกับลูกค้าได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเวลาและแรงงานในสัดส่วนเดียวกัน
จากเดิมที่ช่วงหนึ่งเขามีลูกค้าประมาณ 15 ราย และสร้างรายได้ประจำประมาณ 250,000 บาทต่อเดือน
คุณ Mike คำนวณว่า หากสามารถขยายไปถึงลูกค้าประมาณ 300 ราย โมเดลนี้จะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 33 ล้านบาทต่อปี โดยงานจำนวนมากสามารถ Outsource ให้ทีมอื่นรับช่วงต่อได้
ทั้งหมดนี้จึงเป็นโมเดลการตลาดของคุณ Mike Stewart
เขาไม่ได้เริ่มต้นจากการถามว่าจะขาย Google Ads, เว็บไซต์ หรือ Jingle ให้ลูกค้าอย่างไร แต่เริ่มจากการมองเส้นทางของผู้บริโภคทั้งเส้น
ทำให้รู้จัก - ทำให้จำได้ - ทำให้ Search แล้วเจอ - ทำให้ซื้อได้ง่าย
จากนั้นเมื่อพบว่าสูตรไหนใช้ได้ผล จึงนำสูตรเดิมไปทำซ้ำกับ Local Business ในพื้นที่อื่น และใช้ AI เข้ามาช่วยลดเวลาในการทำงาน
จนสามารถเปลี่ยนบริการการตลาดที่เดิมต้องใช้แรงของตัวเอง มาเป็นระบบที่สามารถขยายไปหาลูกค้าจำนวนมากขึ้นได้
Reference