
วิธีที่ชายคนนี้ สร้างรายได้ 32 ล้านบาท ภายใน 1 ปี จากโมเดลธุรกิจ แพลตฟอร์มส่งอีเมลข่าว
2 เม.ย. 2026
- Tyler Denk คือ ผู้ที่ปั้นสตาร์ตอัปที่ชื่อว่า Beehiiv ธุรกิจเกี่ยวกับแพลตฟอร์มส่งจดหมายข่าว
ที่ทำรายได้กว่า 30 ล้านบาท ในปีเดียว
อธิบายโมเดลธุรกิจของเขาง่าย ๆ คือ
เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เราซื้อของในเว็บไซต์ของแบรนด์แบรนด์หนึ่ง แบรนด์นั้นมักจะขออีเมลเรา เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถส่ง Newsletter หรืออีเมลข่าวสารให้เราในภายหลัง
แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว เจ้าของแบรนด์หรือคนเขียนอีเมลเหล่านั้น ไม่ได้เป็นคนส่งอีเมลเอง เพราะเขาต้องส่งให้คนทีละเป็นพันเป็นหมื่นคน แล้วอีเมลเหล่านั้นอาจกลายเป็นสแปมได้
แต่พวกเขาจะส่งผ่านตัวกลางอย่าง Beehiiv ที่ คนเขียนอีเมลของแบรนด์นั้นสามารถเขียนบทความในแพลตฟอร์มของ Beehiiv แล้วกดเพียงปุ่มเดียว เนื้อหานั้นจะไปโผล่บนเว็บไซต์ของแบรนด์ และ ถูกส่งเข้ากล่องจดหมายลูกค้า พร้อมกันทันที
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ธุรกิจแพลตฟอร์ม Newsletter แบบนี้ก็มีในตลาดมากมาย
แล้วคุณ Tyler Denk เจ้าของ Beehiiv ทำอย่างไร ถึงทำให้ Beehiiv เติบโตอย่างรวดเร็ว
โดยหลังจากเปิดตัวมาได้เพียง 1 ปี ก็ทำรายได้ไปกว่า 32 ล้านบาท
BrandCase สรุปให้ เป็นข้อ ๆ
1. เปลี่ยนโมเดลรายได้จากการหักเปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียม เป็นแบบเหมาจ่าย
จุดแข็งของ Beehiiv คือพวกเขาจะไม่มีการหักเปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียม เหมือนกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ แต่เปลี่ยนเป็นใช้ระบบเหมาจ่ายแทน เพียงจ่ายรายเดือน เดือนละประมาณ 3,200 บาท ก็จะสามารถเข้าถึงฟีเชอร์พิเศษได้ทันทีแบบไม่มีกั๊ก
2. เอาฟีเชอร์เชิญเพื่อน ที่เคยเวิร์กจากที่ทำงานเก่า มาต่อยอด
เขาพัฒนาระบบเชิญเพื่อน หรือระบบ Referral Program ฟีเชอร์ที่ให้ผู้อ่านของแบรนด์ต่าง ๆ เป็นคนชวนเพื่อนให้มาติดตามจดหมายข่าวของแบรนด์นั้น ๆ ได้
ซึ่งเขาเคยพัฒนาโมเดลนี้กับที่ทำงานเก่าที่เป็นสำนักข่าว จนประสบความสำเร็จมาก มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านคนจากฟีเชอร์นี้
ซึ่งนี่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาอยากออกมาทำธุรกิจแพลตฟอร์ม Newsletter เป็นของตัวเอง
3. เขาใช้กลยุทธ์ปิดการขายด้วยประโยคฮุกประโยคเดียว
ในช่วงเริ่มต้นที่ Beehiiv ยังไม่มีลูกค้าเลย ซึ่งคุณ Tyler ก็ไม่ได้ไปพรีเซนต์ลูกค้าว่า เราคือแพลตฟอร์มส่งอีเมลที่มีฟีเชอร์ครบถ้วน มีระบบนั่นระบบนี่ เพราะถ้าพูดแบบนั้น เขาจะกลืนไปกับคู่แข่งอีก 25 เจ้าในตลาดทันที
แต่เขาใช้ประโยคหมัดน็อกที่ดึงเอาเครดิตในอดีตมาใช้ โดยบอกลูกค้าว่า
“ผมคือคนที่ดูแลการเติบโตให้ Newsletter ที่โตเร็วที่สุดในโลก และตอนนี้ผมกำลังสร้างเครื่องมือแบบเดียวกัน เพื่อให้คุณเอาไปใช้ขยายฐานผู้ติดตามของคุณเอง”
ประโยคนี้สร้างความน่าเชื่อถือแบบทันทีจนใครได้ฟังก็อยากจ่ายเงินให้
- เทคนิคที่คนทำธุรกิจนำไปปรับใช้ได้
เลิกพรีเซนต์ธุรกิจแบบหว่านแห หรือพยายามบอกว่าเราทำได้ทุกอย่าง
เพราะลูกค้าไม่สนใจกระบวนการ เขาตื่นเต้นกับผลลัพธ์
ลองหาหมัดเด็ดของธุรกิจเราให้เจอ โดยใช้โครงสร้าง (ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา + การนำสิ่งนั้นมาแก้ปัญหาให้ลูกค้าคนนี้)
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำเอเจนซีการตลาด อย่าบอกว่า “เรารับทำการตลาดออนไลน์ครบวงจร ยิงแอด ทำคอนเทนต์” เพราะมันเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำได้
แต่ให้เปลี่ยนเป็น “เราคือทีมที่อยู่เบื้องหลังการปั้นแบรนด์ (ชื่อแบรนด์ดัง) ให้ยอดขายแตะ 100 ล้านบาทในปีเดียว และเราจะใช้เฟรมเวิร์กเดียวกันนี้มาปั้นแบรนด์ให้คุณ” ประโยคเดียวนี้ จะช่วยปิดการขายได้ง่ายกว่าเดิมหลายเท่า
4. ยอมเหนื่อยทำเรื่องที่สเกลไม่ได้ เพื่อซื้อใจ 100 คนแรก
ในยุคที่ใคร ๆ ก็อยากใช้ AI ทำงานแทน หรือสร้างระบบออโตเมชันเพื่อลดแรงงาน คุณ Tyler กลับทำตรงกันข้าม
ในตอนที่เขาเปิดตัวแพลตฟอร์ม เขามีปัญหาเรื่องระบบป้องกันสแปมที่ยังสร้างไม่เสร็จ เขาจึงตั้งค่าให้การสมัครเข้าใช้งานยากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือเมื่อลูกค้าสมัครเข้ามา จะยังใช้งานไม่ได้จนกว่าคุณ Tyler จะกดอนุมัติด้วยมือเองทีละคน
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เหนื่อยและน่าเบื่อ แต่ข้อดีของเรื่องนี้คือทุกครั้งที่เขากดอนุมัติ เขาจะตามไปกด Follow Twitter ของลูกค้าคนนั้น และทัก DM ไปหาด้วยตัวเองว่า ผมคือ Co-Founder นะ ขอบคุณที่สมัครเข้ามา มีอะไรให้ผมปรับปรุงบอกได้เลย
การกระทำแบบนี้เปลี่ยนลูกค้าที่กำลังหงุดหงิดที่ต้องรอคิว ให้กลายเป็นลูกค้าที่รักแบรนด์ และกลายเป็นกระบอกเสียงชั้นดีที่ช่วยโปรโมต Beehiiv ให้คนอื่นฟัง
- เทคนิคที่คนทำธุรกิจนำไปปรับใช้ได้
ช่วงแรกของการทำธุรกิจหรือออกสินค้าใหม่ ความใส่ใจ เอาชนะเทคโนโลยี ได้เสมอ
อย่าเพิ่งรีบหาลูกค้าหลักหมื่นคน แต่จงหาลูกค้า 100 คนแรกให้เจอ แล้วดูแลพวกเขาเหมือนวีไอพีระดับประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเปิดร้านอาหาร คลินิก หรือขายซอฟต์แวร์ แทนที่จะส่งแค่ SMS อัตโนมัติไปขอบคุณลูกค้า ลองอัดคลิปวิดีโอสั้น ๆ 15 วินาที เรียกชื่อลูกค้าคนนั้น แล้วส่งไปขอบคุณผ่านไลน์ หรือโทรไปถามสั้น ๆ ว่า “อะไรคือสิ่งที่คุณอยากเห็นจากเรามากที่สุด ?”
คอนเน็กชันที่เกิดจากความใส่ใจแบบสเกลไม่ได้นี้ คือรากฐานที่ทำให้ธุรกิจสเกลได้ในอนาคต
5. กลยุทธ์ทำงานย้อนกลับจากโพสต์โซเชียล
ในช่วงแรก แพลตฟอร์มของเขายังมีฟีเชอร์สู้คู่แข่งไม่ได้เลย สู้ไปก็แพ้ เขาจึงใช้กลยุทธ์ความเร็ว โดยตั้งเป้าว่าทีมงานจะต้องปล่อย 1 ฟีเชอร์ที่สามารถทำการตลาดได้ ในทุก ๆ สัปดาห์
เขาใช้หลักการของ Amazon คือ “Work backwards from the tweet” หรือทำงานย้อนกลับจากทวีต
ความหมายคือ ก่อนที่ทีมจะสร้างฟีเชอร์หรือบริการอะไรขึ้นมา พวกเขาจะคิดก่อนว่า “ถ้าสร้างเสร็จแล้ว เอาไปเขียนโพสต์ลงโซเชียล คนจะตื่นเต้นไหม ? จะมีคนแชร์หรือเปล่า ?”
ถ้าคิดโพสต์ให้น่าสนใจไม่ได้ พวกเขาจะไม่สร้างมันเด็ดขาด เพื่อป้องกันการลงแรงไปกับสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการ
- เทคนิคที่คนทำธุรกิจนำไปปรับใช้ได้
ผู้ประกอบการมักตกหลุมพรางของการทำสินค้าให้สมบูรณ์แบบ จนใช้เวลาพัฒนาอยู่ในถ้ำนานเป็นปี ๆ แล้วพอปล่อยออกมากลับไม่มีใครซื้อ
ในทางกลับกันให้ใช้กรอบความคิด 3 ข้อในการจัดลำดับความสำคัญของงาน คือ
- สิ่งนี้ป้องกันไม่ให้ลูกค้าเก่าทิ้งเราไปได้ไหม ?
- สิ่งนี้ช่วยปลดล็อกให้ลูกค้าใหม่ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นไหม ?
- สิ่งนี้สร้างกระแสบนโซเชียลได้ไหม ?
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำธุรกิจร้านคาเฟ แทนที่จะใช้เวลา 3 เดือนคิดค้นเมนูใหม่ 10 เมนูเงียบ ๆ ลองตั้งเป้าออกเมนูพิเศษ 1 เมนูทุกสัปดาห์ ที่มีหน้าตาแหวกแนวหรือสตอรีน่าสนใจพอที่คนจะถ่ายรูปลง IG (Work backwards from IG Story)
การทำแบบนี้เราจะได้เทสต์ตลาดอย่างรวดเร็ว ได้รู้ว่าลูกค้าชอบอะไรจริง ๆ และสร้างกระแสให้ร้านมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้ก็คือกลยุทธ์เบื้องหลังการเติบโตของ Beehiiv ที่ไม่ได้มาจากกลยุทธ์ที่ซับซ้อน แต่มาจากการเอาชนะในเรื่องพื้นฐาน นั่นคือ การเล่าเรื่องที่ทรงพลัง, การคลุกคลีกับลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และการพัฒนาสินค้าให้ตรงใจตลาดอย่างรวดเร็ว นั่นเอง..
References