
คุยกับเจ้าของ Homeboy วิธีปั้นธุรกิจ จากทุน 10,000 บาท สู่แบรนด์เสื้อผ้า 150 ล้าน
29 ม.ค. 2026
ถ้าพูดถึงธุรกิจเสื้อผ้า หลายคนคงจะรู้อยู่แล้วว่าไม่ง่าย เพราะแฟชั่นเปลี่ยนไว คู่แข่งเยอะ และใคร ๆ ก็เริ่มได้ไม่ยาก
BrandCase มีโอกาสได้คุยกับ คุณแบงค์-อัมพรชัย มณีแสงสาคร เจ้าของแบรนด์ Homeboy อีกหนึ่งแบรนด์ตัวตึงในสมรภูมินี้
คุณแบงค์ เล่าให้ฟังตั้งแต่ เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินหมื่นเดียว การตลาดแบบกวนตีน การตั้งราคาให้ลูกค้าโอเค การทำแบรนด์ให้ชัดต้องเริ่มจากตรงไหน
มีกลยุทธ์และเทคนิคการทำธุรกิจ ที่น่าสนใจมากของเจ้าของ Homeboy
BrandCase สรุปมาให้แล้ว แบบเข้าใจง่าย ๆ
BrandCase สรุปมาให้แล้ว แบบเข้าใจง่าย ๆ
-Homeboy เกิดจากคุณแบงค์ ที่เป็น Creative อยู่ในค่ายเพลง
ไอเดียเกิดจากการนั่งทำงานข้างสไตลิสต์ ที่เป็นคน Mix & Match เสื้อผ้าให้ศิลปิน
คุณแบงค์เลยได้เห็นดิไซน์ต่าง ๆ และตั้งข้อสังเกตว่า เสื้อผ้าที่ศิลปินใส่ คนมักจะใส่ตาม
คุณแบงค์เลยได้เห็นดิไซน์ต่าง ๆ และตั้งข้อสังเกตว่า เสื้อผ้าที่ศิลปินใส่ คนมักจะใส่ตาม
จุดนี้เลยเกิดเป็นไอเดียที่ทำให้คุณแบงค์อยากจะเปิดร้าน
ตอนแรก Homeboy เป็นแค่ชื่อร้านเฉย ๆ คุณแบงค์บอกว่า เงินทุนก้อนแรก คือ 10,000 บาท และไม่ได้ทำเสื้อผ้าเอง แต่เริ่มจากซื้อมาขายไป โดยนำเข้าจากจีนและเวียดนาม ตามสไตล์ที่ศิลปินใส่ มาขาย
แต่จุดเปลี่ยนที่คุณแบงค์ต้องมาทำเสื้อผ้าเอง ก็เพราะช่วงวิกฤติโรคระบาด
ตอนนั้น ทั้งจีนและเวียดนามปิดประเทศ ส่งเสื้อผ้ามาขายไม่ได้ ขณะที่คุณแบงค์ ลงทุนเปิดหน้าร้านไปแล้ว มีค่าเช่าที่ต้องจ่าย แต่ไม่มีของขาย
เลยตัดสินใจ ที่จะทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองเพื่อความอยู่รอด
โดยใช้ชื่อแบรนด์ จากชื่อร้านเดิม นั่นก็คือ Homeboy ที่สื่อถึง ความเป็นเพื่อน
โดยใช้ชื่อแบรนด์ จากชื่อร้านเดิม นั่นก็คือ Homeboy ที่สื่อถึง ความเป็นเพื่อน
ทีนี้มาพูดถึงวิธีปั้นแบรนด์จากเงินหมื่นเดียวให้มียอดขาย 150 ล้านบาทของ Homeboy กันบ้าง
ซึ่ง BrandCase ขอสรุปออกมาเป็น 5 ข้อหลัก ๆ
ซึ่ง BrandCase ขอสรุปออกมาเป็น 5 ข้อหลัก ๆ
1. อ่านคาแรกเตอร์ลูกค้าให้ออก และวางคาแรกเตอร์ตัวเองให้ชัด
เรื่องที่ Homeboy ชัดเจนตั้งแต่วันแรก คือการวาง Brand Persona หรือหน้าและบุคลิกของแบรนด์
คอนเซปต์ของ Homeboy ไม่เหมือนกับร้านทั่ว ๆ ไป ไม่มีคำว่าลูกค้า หรือ พ่อค้า มีแค่คำว่าเพื่อน
ในช่วงแรก ที่คุณแบงค์เป็นแอดมินตอบแช็ตเอง ก็ใช้ความกวน ๆ มาตอบลูกค้า
เช่น ลูกค้าทักมาสั่งของตอนตี 2 แทนที่จะรีบปิดการขาย
คุณแบงค์กลับตอบว่า “ไม่นอนเหรอ ? สั่งพรุ่งนี้ก็ได้ กูจะนอน !”
คุณแบงค์กลับตอบว่า “ไม่นอนเหรอ ? สั่งพรุ่งนี้ก็ได้ กูจะนอน !”
บางคนเห็นแบบนี้ อาจจะคิดว่าตอบกวนแบบนี้ ลูกค้าคงจะไม่พอใจและไปซื้อร้านอื่นหรือเปล่า ?
แต่ผลลัพธ์กลายเป็นว่าลูกค้ากลับชอบ แชร์ต่อ จนเกิดเป็นกระแสบนโซเชียลมีเดีย
คุณแบงค์เล่าว่า “เพราะคาแรกเตอร์แบรนด์ Homeboy ชัดกับกลุ่มคนใส่อยู่แล้ว”
แปลว่า การตอบกวน คือความตั้งใจของ Homeboy ที่อยากวางคาแรกเตอร์แบรนด์ ให้แมตช์กับคาแรกเตอร์คนใส่อยู่แล้ว
คนที่ชอบเสื้อผ้าแนวนี้ ก็เหมือนคัดมาแล้ว ว่ามักจะมีบุคลิกที่เป็นคนนอกกรอบ มีความกวนเล็ก ๆ เหมือนกัน และลูกค้าก็โอเคกับคาแรกเตอร์แบบนี้
2. เวลาวางกลุ่มลูกค้า ยิ่งมองแคบ ๆ แบรนด์ยิ่งชัด
Homeboy วางกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไว้แคบมาก แค่ช่วงอายุ 27-35 ปีเท่านั้น
คุณแบงค์เล่าว่า ที่ต้องเป็นคนกลุ่มนี้เพราะอายุ 21-25 ปีคือกลุ่ม First Jobber
ยังแต่งตัวเรียบร้อย ไม่ค่อยกล้าเฟี้ยวในออฟฟิศ
ยังแต่งตัวเรียบร้อย ไม่ค่อยกล้าเฟี้ยวในออฟฟิศ
แต่พออายุ 27 ปีขึ้นไป จะเริ่มมั่นใจ อยากแต่งตัวเฟี้ยว ๆ ในออฟฟิศ ซึ่งคนกลุ่มนี้แหละคือลูกค้าตัวจริง
และก็ไม่ใช่แค่อายุ เพราะ Homeboy เจาะจงไปถึงอาชีพ
เช่น Digital Marketing, Creative และ Production คนทำงานฝั่งครีเอทิฟ
เช่น Digital Marketing, Creative และ Production คนทำงานฝั่งครีเอทิฟ
พอได้กลุ่มลูกค้าที่แคบและชัด
การออกแบบเสื้อผ้า วิธีสื่อสารกับลูกค้า รวมถึงการทำอะไรของแบรนด์ ก็จะทำได้ตรงจุดมาก ๆ
การออกแบบเสื้อผ้า วิธีสื่อสารกับลูกค้า รวมถึงการทำอะไรของแบรนด์ ก็จะทำได้ตรงจุดมาก ๆ
3. ตั้งราคา จากกระเป๋าตังค์ลูกค้า ด้วยกฎ 10%
คุณแบงค์เล่าว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ของ Homeboy คาดว่ามีเงินเดือนประมาณ 2-3 หมื่นกว่าบาท
จากเงินจำนวนนั้น ก็คิดไปต่อว่า เขาจะแบ่งงบช็อปปิงประมาณ 10% ตีกลม ๆ ก็ประมาณ 2,500-3,000 บาท
คุณแบงค์ใช้ตัวเลข 2,500 บาท นี้เพื่อคิดย้อนกลับไปเป็นราคาขายเสื้อผ้า
“ถ้าผมขายราคา 690 บาท คนซื้อผมได้ 3 ตัว แต่ถ้าเกิดผมขาย 1,390 บาท คนซื้อผมได้แค่ 2 ตัว
เพราะฉะนั้น เวลาผมตั้งราคา ผมตั้งให้คนซื้อแล้ว ยังมีเงินไปใช้ชีวิตต่อได้
ผมอยากให้คนที่ซื้อ Homeboy แล้วตังค์ไม่หมด มีตังค์ไปซื้อบัตรคอนเสิร์ต ไปกินเหล้าได้”
เพราะฉะนั้น เวลาผมตั้งราคา ผมตั้งให้คนซื้อแล้ว ยังมีเงินไปใช้ชีวิตต่อได้
ผมอยากให้คนที่ซื้อ Homeboy แล้วตังค์ไม่หมด มีตังค์ไปซื้อบัตรคอนเสิร์ต ไปกินเหล้าได้”
ถ้ามองแบบง่าย ๆ การตั้งราคาแบบนี้ ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าการซื้อของแบรนด์นี้จะสร้างภาระให้กับชีวิตมากเกินไป แถมเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะซื้อซ้ำมากขึ้นด้วย
4. ดิไซน์ที่เดาทางไม่ถูก คือหัวใจของความสดใหม่
ถ้าใครเคยเห็นเพื่อน หรือคนที่ใส่เสื้อ Homeboy เราจะสังเกตได้ว่าลายบนเสื้อ มีหลากหลาย และอาจจะพูดได้ว่าค่อนข้างแปลกด้วย เช่น
- ลายยาแก้ไอตราเสือดาว
- ลายปั๊มน้ำมัน Susco
- ลายยาดมหงส์ไทย
- ลายไก่ย่าง 5 ดาว
- ลายปั๊มน้ำมัน Susco
- ลายยาดมหงส์ไทย
- ลายไก่ย่าง 5 ดาว
คำถามก็คือ ทำไมเสื้อผ้าต้องไปออกลายเหล่านี้มา ?
คุณแบงค์เล่าว่า อยากให้ Homeboy มีความใหม่อยู่ตลอด เลยไปคอลแลบกับแบรนด์อื่น
แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำสิ่งที่คนคิดไม่ถึงว่าจะมาคอลแลบกันได้
แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำสิ่งที่คนคิดไม่ถึงว่าจะมาคอลแลบกันได้
“ผมเป็นคนเลือกแบรนด์พวกนี้เอง เพราะรู้สึกว่ามันแปลกดี ถ้าคอลแลบกับแบรนด์เสื้อผ้าด้วยกัน คนก็เดาทางถูก”
ซึ่งผลลัพธ์ก็พิสูจน์แล้วว่าคอลเลกชันที่คอลแลบแบบแปลก ๆ งง ๆ กลับ Sold Out หมด
5. ทำแบรนด์ให้สนุก อย่าไปมองคู่แข่งเยอะ
ในโลกธุรกิจ เรามักจะได้ยิน หรือได้คำแนะนำว่าต้องวิเคราะห์คู่แข่ง ให้รู้ว่าใครทำอะไร อย่างไร
แต่ในมุมมองของคุณแบงค์ คิดต่างออกไป
แต่ในมุมมองของคุณแบงค์ คิดต่างออกไป
คุณแบงค์มองว่า การหันดูซ้ายทีขวาที จะทำให้แบรนด์ไขว้เขว จนอาจเสียคาแรกเตอร์ของตัวเองและความชัดเจนของแบรนด์ได้
“เราแทบไม่ดูคู่แข่งเลย ไม่เคยดูเพจ ไม่เคยดูไอจีใครทั้งนั้น
ผมรู้สึกว่าการทำแบรนด์ ก็แค่ทุกแบรนด์สนุกในสิ่งที่ตัวเองเป็น
แล้วชัดเจนก็โอเคแล้ว ผมก็ชัดเจนของผม”
ผมรู้สึกว่าการทำแบรนด์ ก็แค่ทุกแบรนด์สนุกในสิ่งที่ตัวเองเป็น
แล้วชัดเจนก็โอเคแล้ว ผมก็ชัดเจนของผม”
ถ้าจะสรุปง่าย ๆ Homeboy หา Winning Zone ของตัวเองเจอจากการทำ 3 ข้อ
- รู้จักตัวเอง : รู้ว่าตัวเองคือใคร ชอบอะไร และกล้าที่จะเป็นตัวเองให้สุด
- รู้จักลูกค้า : รู้ว่าลูกค้าทำงานอะไร มีคาแรกเตอร์แบบไหน เงินในกระเป๋าเท่าไร
- ทำซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ : คุณแบงค์ทำแบบเดิมมาตลอด 8 ปี ไม่เคยเปลี่ยนทิศทางตามคนอื่น
- รู้จักตัวเอง : รู้ว่าตัวเองคือใคร ชอบอะไร และกล้าที่จะเป็นตัวเองให้สุด
- รู้จักลูกค้า : รู้ว่าลูกค้าทำงานอะไร มีคาแรกเตอร์แบบไหน เงินในกระเป๋าเท่าไร
- ทำซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ : คุณแบงค์ทำแบบเดิมมาตลอด 8 ปี ไม่เคยเปลี่ยนทิศทางตามคนอื่น
ถ้ากลับไปดูตั้งแต่วันที่ Homeboy เริ่มต้นธุรกิจในปี 2018 มาวันนี้ ก็ผ่านมาแล้ว 8 ปี
ปีที่ผ่านมา Homeboy มีรายได้ระดับ 150 ล้านบาท
ปีที่ผ่านมา Homeboy มีรายได้ระดับ 150 ล้านบาท
ปัจจุบันมีร้าน 9 สาขา และมีแผนที่จะเปิดเพิ่มในปีนี้อีก 3-4 สาขา
ในช่วงท้าย คุณแบงค์ฝากข้อคิดสำหรับคนที่ทำแบรนด์ในยุคนี้ ที่แทบทุกตลาดเป็น Red Ocean แข่งขันกันสูงมาก
“ทำธุรกิจยุคนี้ ต้องเป็นตัวเองให้มาก ๆ การพยายามจะเป็นคนอื่นนั่นแหละ ที่ยิ่งทำให้เราเสี่ยงที่จะไปอยู่ใน Red Ocean”