สรุปวิธีทำคอนเทนต์ ให้คนดูจนจบ แบบ LA GLACE จากงาน DSME 2026

สรุปวิธีทำคอนเทนต์ ให้คนดูจนจบ แบบ LA GLACE จากงาน DSME 2026

27 ส.ค. 2026
หนึ่งในปัญหาคลาสสิกของคนทำโฆษณาในยุคนี้คือ จะทำโฆษณาอย่างไรให้ไม่เหมือนโฆษณา ให้คนไม่ปัดข้าม และยังสามารถจดจำแบรนด์​ของเราได้ 
ซึ่งคุณคิว-ธีระฑัต หนูดำ CMO ของแบรนด์ LA GLACE ก็ได้มาแชร์ทริกในการทำคอนเทนต์ให้ “คนดูจนจบ ดูแล้วรัก จำเราได้” ในงาน DSME 2026
แล้วคุณคิวมีวิธีอย่างไร ? 
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ 
คุณคิวอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างโฆษณากับคอนเทนต์ว่า 
โฆษณา คือสิ่งที่คนยอมจ่ายเงินเพื่อไม่ดู แต่คอนเทนต์ คือสิ่งที่คนยอมจ่ายเงินเพื่อดู
เหมือนกับที่เราจ่าย YouTube Premium เพื่อหนีโฆษณา 
แต่เรายอมจ่ายเงินให้ Netflix เพื่อดูคอนเทนต์ของเขา 
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันก็คือ 
โฆษณามักเอาสินค้าเป็นพระเอก แล้วหาเรื่องมาช่วยขาย
ส่วนคอนเทนต์ มักเอาเนื้อเรื่องเป็นพระเอก แล้วให้สินค้าเป็นแค่ตัวประกอบของเรื่อง 
ดังนั้นแบรนด์ไม่ควรมานั่งคิดว่าเราอยากจะบอกอะไรกับลูกค้า แต่ต้องกลับมาคิดว่าเราจะเล่าเรื่องอย่างไรให้คนอยากสนใจเรา ซึ่งคุณคิวบอกว่าวิธีการเล่าเรื่องที่ดีที่สุดเลยคือ “การทำให้มันเป็นสตอรี” 
คุณคิวยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ถ้าเราลองถามใครก็ได้ว่าเหตุการณ์เรือล่มครั้งไหนมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 
เชื่อว่าคำตอบของใครหลาย ๆ คนน่าจะเป็นเรื่องราวของเรือ Titanic 
แต่รู้ไหมว่าความจริงแล้ว โศกนาฏกรรมเรือล่ม ที่มีคนเสียชีวิตมากที่สุดนั้น คือเหตุการณ์อย่าง Wilhelm Gustloff ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 9,000 คน 
แล้วทำไมคนถึงคิดแบบนั้น ? 
เพราะ Titanic ไม่ได้อยู่ในความทรงจำของเราในฐานะแค่เรื่องราวเรือล่ม แต่มันมี Jack กับ Rose มีความรัก ความสูญเสีย Conflict และเรื่องราวอื่น ๆ ที่ทำให้เรามีความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์นั้น 
มันจึงทำให้พวกเขาจำเหตุการณ์เรือล่มนี้ได้มากกว่าเหตุการณ์อื่น ๆ
เช่นเดียวกันกับการทำโฆษณา คนจะไม่ได้จำหรอกว่าสินค้าของเรามีส่วนผสมอะไร แต่เขาจำได้ว่าคอนเทนต์นั้น ๆ เคยทำให้เขารู้สึกอะไร 
เพราะฉะนั้นเวลาสร้างสตอรี อย่าเริ่มจากสิ่งที่แบรนด์อยากเล่าอย่างเดียว แต่ต้องคิดจากสิ่งที่เราอยากให้คนดูรู้สึก
ซึ่งคุณคิวก็เล่าง่าย ๆ ว่าเป้าหมาย 3 อย่างเวลาที่อยากให้คนมาเสพคอนเทนต์ของเราก็คือ 
“ดูจนจบ ดูแล้วรัก จำเราได้” 
และทั้ง 3 อย่างนี้ สามารถโยงกลับไปถึงฮอร์โมนในสมอง 3 ตัว คือ Dopamine, Oxytocin และ Cortisol
ทำให้เวลาที่คุณคิวทำคอนเทนต์เขาจะคิดเสมอว่าจะต้องทำคอนเทนต์แบบไหน ให้คนดูหลั่งฮอร์โมน 3 ตัวนี้ 
1. Dopamine - ดูจนจบ
ด่านแรกของคอนเทนต์ไม่ใช่การทำให้คนซื้อ แต่คือการทำอย่างไรไม่ให้เขาปัดหนี 
ซึ่งหนึ่งในฮอร์โมนสำคัญที่มีส่วนให้คนอยากดูคอนเทนต์ของเราจนจบก็คือ Dopamine 
แล้วทำไมถึงเป็นฮอร์โมนนี้ ? 
เพราะ Dopamine เกี่ยวข้องกับระบบการคาดหวังรางวัลของสมอง โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้สึกว่า เดี๋ยวอาจมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นต่อ
นี่คือเหตุผลที่จังหวะของเรื่อง การตัดต่อ การเปลี่ยนภาพ การเปิดข้อมูลทีละนิด หรือการทิ้งคำถามเอาไว้ ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้คนสามารถดูคอนเทนต์ของเราจนจบไม่ว่ามันจะยาวแค่ไหนก็ตาม 
คุณคิวยกตัวอย่างคลิปการเล่าเรื่องคลิปหนึ่ง ที่คุณคิวทำขึ้นโดยเน้นการตัดต่อแบบเร็ว ๆ รัว ๆ เหมือนกับเวลาที่เราปัดหาคอนเทนต์ที่น่าสนใจ เพราะการทำแบบนี้มันจะสามารถช่วยให้คนอยากรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ไปเรื่อย ๆ โดยคลิปนั้นมีความยาวมากถึง 4 นาที แต่กลับมีคนดูจนจบมากกว่า 10% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงในยุคนี้  
2. Oxytocin - ดูแล้วรัก
แต่ดูจนจบยังไม่พอ เพราะคนอาจดูเราแล้วเดินจากไปโดยไม่ได้รู้สึกอะไรกับแบรนด์เลย
ขั้นต่อมาคือการทำให้เขารู้สึกผูกพันกับเรา
Oxytocin เกี่ยวข้องกับความไว้วางใจ ความผูกพัน และ Emotional Connection ซึ่งสามารถเกิดขึ้นผ่านน้ำเสียง ดนตรี ตัวละคร และเรื่องราวที่ทำให้เกิด Empathy
ลองคิดถึงการมีเพื่อนสนิทสักคน เราไม่ได้สนิทกันเพราะอีกฝ่ายเดินเข้ามาบอกว่าตัวเองดีแค่ไหน แต่เพราะเราค่อย ๆ รู้ว่าเขาเป็นใคร เจออะไรมาบ้าง ชอบอะไร กลัวอะไร และเชื่ออะไร
ในมุมแบรนด์ก็เหมือนกัน
ถ้าอยากให้คนสนิทกับแบรนด์ เราต้องให้เขารู้จักเรา ไม่ใช่รู้จักแค่สินค้าของเรา
เรื่องของคนทำงาน เบื้องหลัง ความเชื่อ หรือเหตุผลว่าทำไมเราถึงทำสิ่งนี้ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Brand Content ได้ทั้งหมด
เพราะวันนี้คนไม่ได้แค่ซื้อของ แต่กำลังเลือกสนับสนุนคนหรือแบรนด์ที่เขารู้สึกบางอย่างด้วยนั่นเอง 
3. Cortisol - จำเราได้
ต่อให้ดูจนจบและรู้สึกดีกับเรา ถ้าปิดคลิปแล้วลืม ก็ยังไม่พอ
สตอรีที่ดีจึงต้องมี Conflict
ความยาก ความผิดพลาด ความกดดัน เดิมพัน หรือเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้คนรู้สึกตื่นเต้น ล้วนทำให้เรื่องมีน้ำหนักมากขึ้น
ลองนึกถึงเหตุการณ์ใหญ่อย่างแผ่นดินไหว หลายคนจำได้แม้กระทั่งว่าตอนนั้นตัวเองอยู่ตรงไหน กำลังทำอะไร อยู่กับใคร กินอะไร เพราะเหตุการณ์ที่มี Emotional Intensity สูง มักถูกสมองให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องธรรมดา
แบรนด์จึงไม่จำเป็นต้องเล่าแต่ด้านที่สมบูรณ์แบบ เพราะบางครั้ง “ปัญหา” คือวัตถุดิบที่ดีที่สุดของการทำสตอรี 
อย่าง LA GLACE เองก็มีการทำคอนเทนต์เบื้องหลังเหตุการณ์ไลฟ์ยอดขาย 100 ล้านบาท ว่าระหว่างทางเกิดอะไรขึ้น ทีมเจอปัญหาอะไร กดดันแค่ไหน และผ่านมันมาอย่างไร
ความสำเร็จทำให้คนรู้ว่าเราเก่ง แต่ Conflict ทำให้คนจำเรื่องของเราได้
ซึ่งนี่ก็คือหน้าที่ของ Cortisol นั่นเอง
สุดท้าย การทำ Brand Content จึงอาจไม่ต้องเริ่มจาก วันนี้เราจะขายอะไร แต่เริ่มจาก วันนี้เราอยากทำให้คนรู้สึกอะไร
แล้วเช็กว่าสตอรีของเราทำงานครบหรือยัง
“ดูจนจบ ดูแล้วรัก จำเราได้”
เพราะถ้าทำได้ครบทั้ง 3 อย่าง ถึงแม้ว่าสินค้าเราจะไม่ได้เป็นพระเอกของเรื่อง แต่คนดูจะจำแบรนด์ของเราได้อย่างแน่นอน.. 
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.