Tropicana Oil และ Humanica ธุรกิจเลือดนักสู้ สู่ Champ of the Champs แห่ง 2 ทศวรรษรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin

Tropicana Oil และ Humanica ธุรกิจเลือดนักสู้ สู่ Champ of the Champs แห่ง 2 ทศวรรษรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin

20 ส.ค. 2026
เวลาพูดถึงธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักเห็น คือภาพปลายทาง 
ยอดขายที่เติบโต แบรนด์ที่แข็งแรง บริษัทที่ขยายไปต่างประเทศ
แต่สิ่งที่หลายคนไม่ค่อยเห็น คือช่วงเวลาที่ธุรกิจเกือบไปไม่รอด วันที่เงินสดไม่พอ วันที่โมเดลธุรกิจเดิมไม่เวิร์ก วันที่ผู้ก่อตั้งต้องตัดสินใจเรื่องยากที่สุด ว่าจะยอมแพ้ดีไหม
ซึ่งหลายครั้ง บทเรียนที่มีค่าที่สุดของธุรกิจ จึงอยู่ในวันที่บริษัทเจอวิกฤติหนักที่สุด แล้วสามารถลุกกลับมาได้
วันนี้ BrandCase ได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 นักธุรกิจไทย ที่ผ่านจุดนั้นมาแล้ว และกลายเป็นผู้ครองรางวัลพิเศษ Champ of the Champs จากเวที Bai Po Business Awards by Sasin ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดขึ้น
ความพิเศษของรางวัลในปีนี้ คือการคัดเลือกหา Champ of the Champs ที่สุดของธุรกิจต้นแบบที่มีความแข็งแกร่งและมีการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ตลอดจนสามารถรักษาศักยภาพและมาตรฐานในการดำเนินกิจการ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในทุกสถานการณ์ จากผู้ประกอบการ 105 บริษัทที่เคยได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา 
คนแรกคือ คุณสุรเดช นิลเอก ผู้ก่อตั้ง บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด
ผู้นำผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นของไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติระดับโลก จนต้องตัดสินใจเปลี่ยนธุรกิจใหม่แทบทั้งหมด
อีกคนคือ คุณสุนทร เด่นธรรม ผู้ก่อตั้งบริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน)
ผู้นำด้านการให้บริการโซลูชันการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล  (World-Class End-to-End Human Capital Management Solutions) ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และ ด้านบริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing Service) มาตรฐานระดับสากล ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ช่วยปลดล็อกศักยภาพบุคลากร และร่วมสร้างองค์กรแห่งสมรรถนะสูง High-Performance Organization 
ที่ครั้งหนึ่งเคยเจอวิกฤติเงินสดหมุนเวียนติดลบ ไม่มีเงินพอจ่ายเงินเดือนพนักงาน
บทความนี้จะพาไปถอดบทเรียนจาก 2 บริษัทไทยที่มีเส้นทางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือการไม่ยอมให้วิกฤติเป็นจุดจบของธุรกิจ 
คำถามคือ 2 บริษัทนี้ผ่านวันที่หนักที่สุดมาได้อย่างไร ? และ ผู้ประกอบการไทยควรเรียนรู้อะไรจากพวกเขา ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย 
เริ่มจากเส้นทางของ บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด คุณสุรเดช เล่าว่า แรกเริ่มทำธุรกิจด้านอื่น แต่ประสบวิกฤติที่ทำให้ธุรกิจเกือบล้มคือ ในช่วงสงครามเปอร์เซียครั้งที่ 1 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของบริษัท
ในเวลานั้น ตลาดส่งออกหลักในสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ขณะที่ตลาดในประเทศไทยเอง ก็ยังไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างจริงจัง 
ผลที่ตามมาคือยอดขายลดลง เงินสดตึงตัว และธุรกิจเดิมเริ่มเผชิญข้อจำกัดอย่างชัดเจน จนทำให้บริษัทต้องกลับมาตั้งคำถามครั้งใหญ่กับตัวเองว่า โมเดลธุรกิจแบบเดิมยังพาองค์กรไปต่อได้จริงหรือ ?
พอคิดได้แบบนั้น คุณสุรเดช จึงตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการรื้อธุรกิจ และเริ่มต้นอีกครั้ง จากสเกลเล็กแต่มีภูมิปัญญาความรู้ในธุรกิจใหม่เป็นพื้นฐานสำคัญ ในชื่อบริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด
การเปลี่ยนผ่านครั้งนั้น คือการขยับจากธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานเข้มข้น และการรับจ้างผลิต(OEM) ไปสู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบไทย โดยมีมะพร้าวเป็นหัวใจสำคัญ
จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดทั้งองค์กร จากการทำธุรกิจโมเดลเดิม ๆ ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น
บทเรียนสำคัญของ Tropicana Oil คือ ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการอยู่รอดในระยะยาว ต้องมีวินัย มีธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบต่อทุกภาคส่วน และมีความสามารถในการปรับตัวเมื่อโลกเปลี่ยน
และในวันนี้ แม้ Tropicana Oil จะเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่และการเติบโตในระดับที่สูงขึ้น แต่เมื่อโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทาน 
บริษัทก็เลือกเดินอย่างรอบคอบ ประเมินจังหวะ และรักษามาตรฐานไว้ก่อน มากกว่าจะเร่งขยายจนเสี่ยงเกินไป 
นี่คือภาพขององค์กรที่เคยเจ็บจากวิกฤติมาแล้ว และใช้บาดแผลนั้นเป็นบทเรียนในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ
ขณะที่ Tropicana Oil คือเรื่องราวของการเปลี่ยนธุรกิจใหม่หลังเผชิญแรงกระแทกจากภายนอก
บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน)  คืออีกด้านหนึ่งของบทเรียนธุรกิจ นั่นคือการรับมือกับวิกฤติภายในองค์กร
ในช่วงเริ่มต้น ด้วยความที่ Humanica เป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนกับระบบมหาศาล พร้อมต้นทุนคงที่ต่อเดือนที่สูง โดยเฉพาะค่าตัวนักพัฒนาและเงินเดือนพนักงาน แต่รายได้จะยังไม่มาจนกว่าผลิตภัณฑ์จะเสร็จสมบูรณ์
สำหรับบริษัทขนาดเล็กในเวลานั้น ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะยังไม่มีทรัพย์สินมากพอสำหรับใช้ค้ำประกันเงินกู้จากธนาคาร ทางเลือกจึงจำกัดมาก จนต้องอาศัยเงินส่วนตัวและจากเพื่อนฝูงเพื่อพยุงธุรกิจ
วิกฤติเดินทางมาถึงจุดที่บริษัท ไม่มีเงินพอจ่ายเงินเดือนพนักงาน ซึ่งสำหรับหลายองค์กร นี่อาจเป็นจุดแตกหัก เพราะเมื่อความเชื่อมั่นของพนักงานหายไป ธุรกิจก็อาจล้มลงได้ทันที
แต่สิ่งที่คุณสุนทร เลือกทำในเวลานั้น คือการเรียกประชุมพนักงานและบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดบัง ไม่สร้างภาพ
การสื่อสารอย่างโปร่งใสนี้เอง กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ในช่วงที่บริษัทเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง คุณสุนทรได้หารือกับทีมผู้จัดการให้ชะลอการรับเงินเดือนออกไป เพื่อให้บริษัทสามารถจ่ายเงินเดือนให้พนักงานระดับปฏิบัติการก่อนได้ ซึ่งทีมผู้จัดการทุกคนตกลงและร่วมกันประคับประคององค์กรผ่านช่วงเวลาดังกล่าว
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยให้องค์กรผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ยังสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และทำให้คนในองค์กรเข้าใจทิศทางเดียวกันผ่าน Vision, Mission, Core Values และ DNA ขององค์กร ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อน Humanica ต่อมา
Vision : การเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งเสริมให้บุคลากรสร้างสรรค์และส่งมอบผลิตภัณฑ์ และบริการระดับโลก
Mission : การช่วยให้พนักงานของลูกค้าของเราทำงานได้ดีขึ้น และมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น
Core Value : ความเป็นเลิศ การทำงานเป็นทีม ความซื่อสัตย์ และการเปิดกว้าง
DNA : ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค กล้าเผชิญหน้ากับความจริง กระหายการเรียนรู้แต่ถ่อมตน
พร้อมความเชื่อร่วมกันว่า ธุรกิจนี้มีอนาคต และหากทุกคนสามารถผ่านช่วงเวลานั้นไปด้วยกัน ผลลัพธ์ในระยะยาวจะคุ้มค่ากับความอดทน จนในที่สุด Humanica ก็สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้
บทเรียนสำคัญของ Humanica จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง Resilience หรือความสามารถในการล้มแล้วลุกให้เร็ว แต่ยังรวมถึงการสร้าง Purpose & Passion ให้เกิดขึ้นกับคนในองค์กร ผ่าน Vision, Mission, Core Values และ DNA ที่ชัดเจน จนหล่อหลอมเป็น Culture ที่ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าองค์กรกำลังมุ่งไปในทิศทางใดและพร้อมขับเคลื่อนไปด้วยกัน
ขณะเดียวกัน วิกฤติในครั้งนั้นยังทำให้องค์กรเรียนรู้จากความเสี่ยง สร้างวินัยทางการเงิน และพัฒนาระบบบริหารให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
จากบริษัทเล็กที่มีพนักงานเพียงสิบกว่าคน Humanica เติบโตขึ้นเป็นบริษัทมหาชน และขยายธุรกิจสู่หลายประเทศในอาเซียน
และเมื่อมอง Tropicana Oil และ Humanica คู่กัน จะเห็นว่าแม้ทั้งสองบริษัทอยู่กันคนละอุตสาหกรรม คนละโจทย์ และคนละจังหวะของวิกฤติ แต่มีจุดร่วมที่เหมือนกันอย่างชัดเจน นั่นคือการไม่ยอมให้วิกฤติเป็นจุดจบของธุรกิจ
ทั้งสองเรื่องจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมการเป็น Champ of the Champs จึงเป็นการยกย่องธุรกิจที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า สามารถเรียนรู้ได้ ปรับเปลี่ยนได้ และกลับมาแข็งแรงกว่าเดิมได้
ที่สำคัญ เรื่องราวของทั้ง Tropicana Oil และ Humanica ก็เชื่อมโยงอย่างพอดีกับทิศทางใหม่ของ Bai Po Business Awards by Sasin
ที่ยกระดับแบรนด์จากชื่อเดิม Bai Po Business Awards by Sasin สู่ชื่อใหม่คือ Baipo Business Sustainability Awards เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายรับรองความยั่งยืนทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย..
โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ดังนี้
1. โลกธุรกิจปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นหัวใจของการแข่งขันระยะยาว ธุรกิจที่ไม่ดูแลพนักงาน อาจเสียคนเก่ง 
ธุรกิจที่ไม่ดูแลสิ่งแวดล้อม อาจเผชิญต้นทุนและกฎระเบียบใหม่ ธุรกิจที่ไม่ดูแลคู่ค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาจเสียความไว้วางใจที่สร้างมายาวนาน
การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อขยายความหมายของรางวัล ให้สอดคล้องและตอบรับกับบริบทของโลกและสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป
2. ตราสัญลักษณ์ใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนถึงหัวใจสำคัญใน 6 มิติของการเติบโตที่สมดุล โดยเน้นความสมดุลระหว่าง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
3. เกณฑ์การพิจารณาผู้ได้รางวัล จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่มีรายได้ตั้งแต่ 75 – 500 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจที่มีรายได้มากกว่า 500 – 5,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นความเป็นเลิศและความยั่งยืนใน 3 มิติหลัก และ 6 มิติย่อยที่สำคัญ คือ
- มิติภายในองค์กร : ต้องโดดเด่นเรื่องการสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงการบริหารทรัพยากรบุคคล 
- มิติต่อลูกค้า : การพัฒนาการตลาดและการดูแลเอาใจใส่ลูกค้า 
- มิติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย : ธุรกิจต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคู่ค้า พนักงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยอื่น ๆ ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการยกระดับแบรนด์สู่เจเนอเรชันใหม่ แต่รางวัลเดิมตลอด 20 ปีก็ไม่ได้หายไปไหน และยังคงคุณค่าที่เหนือกาลเวลาอยู่เช่นเดิม 
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มั่นใจในศักยภาพธุรกิจ และพร้อมพิสูจน์ความแข็งแกร่ง 
สามารถสมัครเข้าร่วม Baipo Business Sustainability Awards ได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 15 กันยายน 2569
โดยจะประกาศผลรางวัลครั้งแรกไตรมาส 1/2570 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 120 ปีธนาคารไทยพาณิชย์
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.