อธิบายโมเดล โรงแรม 6 แบบ 636 แห่ง ที่สร้างรายได้ 133,000 ล้าน ให้เครือ Minor

อธิบายโมเดล โรงแรม 6 แบบ 636 แห่ง ที่สร้างรายได้ 133,000 ล้าน ให้เครือ Minor

14 พ.ค. 2026
- ปี 2568 ที่ผ่านมา เครือ Minor หรือ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีรายได้ จากธุรกิจโรงแรมทั้งหมด 132,919 ล้านบาท คิดเป็น 80% ของรายได้เครือ Minor ทั้งหมด
โดย Minor บริหารโรงแรมทั้งหมด 636 แห่ง ใน 68 ประเทศทั่วโลก มีจำนวนห้องพักทั้งหมดกว่า 81,611 ห้อง แบ่งเป็นโมเดลโรงแรมได้ 6 แบบ โดยที่ Minor เป็นเจ้าของเองแค่ 20%
แล้วโมเดลโรงแรม 6 แบบของเครือ Minor ที่ว่า เป็นอย่างไร ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ 
โมเดลการบริหารโรงแรมของเครือ Minor ทั้ง 6 รูปแบบ สรุปคือ
1. Owned หรือเป็นเจ้าของและบริหารเอง 
2. Leased หรือเช่าบริหาร
3. JV หรือร่วมลงทุน 
4. Managed หรือรับจ้างบริหาร 
5. MLR หรือสิทธิในการบริหารจัดการห้องชุด 
6. De-risk Leased หรือสัญญาเช่าที่มีเงื่อนไขช่วยลดความเสี่ยง
ทีนี้เรามาดูไปทีละโมเดล
1. Owned หรือเป็นเจ้าของและบริหารเอง
รูปแบบนี้ Minor จะลงทุนเอง สร้างโรงแรมเอง เป็นเจ้าของเอง และบริหารเอง
ซึ่งเจ้าของโรงแรม อย่างเครือ Minor จะต้องรับผิดชอบ และแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด ทั้งในเรื่องเงินทุนในการก่อสร้างโรงแรม 
และค่าใช้จ่ายในการบริหารโรงแรม อย่างเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าระบบโรงแรม และค่าบริการต่าง ๆ ภายในโรงแรม
โดยเครือ Minor จะรับรายได้ และกำไรจากค่าที่พักและบริการต่าง ๆ ในโรงแรมทั้งหมด 100%
ซึ่งโรงแรมในโมเดลนี้ที่เครือ Minor เป็นเจ้าของเอง ก็อย่างเช่น โรงแรม Anantara, Avani, Tivoli, nhow, NH และ NH Collection
แต่ต้องหมายเหตุว่า เชนโรงแรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เครือ Minor เป็นเจ้าของโรงแรมเพียงบางแห่งเท่านั้น 
เพราะบางแห่งใช้ชื่อแบรนด์เหล่านี้เช่นกัน แต่ไปเข้าข่ายโมเดลแบบอื่น ซึ่งเราจะอธิบายต่อในข้อถัด ๆ ไป
2. Leased หรือเช่าบริหาร
โมเดลบริหารโรงแรมแบบนี้ เครือ Minor จะเข้าไปเช่าตึกระยะยาวจากเจ้าของตึก 
แล้วนำมาเปิดโรงแรมบริหารเอง โดยจ่ายค่าเช่าตึกโรงแรมให้กับเจ้าของตึก ตามสัญญาที่กำหนด
โมเดลบริหารโรงแรมแบบนี้ เครือ Minor จะไม่ต้องลงทุนสร้างตึกเอง
แต่ยังคงต้องรับความเสี่ยง ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการบริหารโรงแรม เช่นเดียวกันกับแบบที่ 1 
ซึ่งต้องบอกว่า การเช่าบริหาร ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เป็นท่าประจำของเครือ Minor 
เพื่อใช้เสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ
โดยหลักการก็คือ เครือ Minor จะขายโรงแรมที่เป็นเจ้าของเองให้กับคนอื่น และเช่ากลับมาบริหาร 
ตัวอย่างเช่น
- ปี 2562 เครือ Minor ขายโรงแรม Tivoli ทั้งหมด 2 แห่งในประเทศโปรตุเกส และได้รับเงินสด 5,700 ล้านบาท 
หลังจากขายแล้ว เครือ Minor ก็ได้ทำสัญญาเช่าบริหารโรงแรมดังกล่าว ในระยะเวลา 20-30 ปี
- ปี 2564 เครือ Minor ขายโรงแรม NH Collection Barcelona Gran Hotel Calderón ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน และได้รับเงินสด 4,800 ล้านบาท
หลังจากขายแล้ว เครือ Minor ก็ได้ทำสัญญาเช่าบริหารโรงแรมดังกล่าว ในระยะเวลา 20 ปี
และสามารถขยายสัญญาได้สูงสุดถึง 60 ปี
ซึ่งการทำแบบนี้ ทำให้เครือ Minor ได้ทั้งเงินสดก้อนใหญ่ไว้ขยายธุรกิจ 
แถมยังมีรายได้และกำไร จากการเข้าไปเช่าบริหารโรงแรม แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย 
แต่ก็แลกกับ การไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ ซึ่งก็คือตัวที่ดินและโรงแรม
3. JV หรือร่วมลงทุน 
โมเดลบริหารโรงแรมแบบนี้ เครือ Minor จะร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์เจ้าอื่น เพื่อเข้าไปเป็นหุ้นส่วนและบริหารโรงแรม ตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้
ซึ่งโมเดลร่วมทุนแล้วบริหารโรงแรมแบบนี้ จะช่วยให้เครือ Minor แบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนน้อยลง ตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของ
แต่ก็แลกกับ เมื่อโรงแรมที่เครือ Minor ไปร่วมทุนด้วยนั้นมีกำไรขึ้นมา 
เครือ Minor จะต้องแบ่งกำไรกับบริษัทพาร์ตเนอร์ ตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของโรงแรม
4. Managed หรือรับจ้างบริหาร 
โมเดลบริหารโรงแรมแบบนี้ เครือ Minor จะเข้าไปทำข้อตกลงกับเจ้าของโรงแรมอื่น ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหาร หรือไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ได้
โดยเครือ Minor จะส่งคนเข้าไปบริหาร และเข้าไปทำการตลาดให้กับโรงแรมนั้น โดยใช้ชื่อแบรนด์โรงแรมของตัวเอง
อย่างเช่น Anantara, Avani, Tivoli, nhow, NH และ NH Collection
แล้วเครือ Minor จะรับรายได้ เป็นค่าจ้างบริหารคงที่ทุกเดือน 
และค่าตอบแทนอื่น ๆ ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้
ซึ่งโมเดลบริหารโรงแรมแบบนี้ มีข้อดีตรงที่ เครือ Minor แทบไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการบริหารโรงแรม
แถมยังสามารถนำแบรนด์โรงแรมของตัวเอง ไปขยายให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ เพื่อสร้าง Brand Awareness ไปทั่วโลก โดยไม่ต้องลงทุนเอง
ส่วนเจ้าของโรงแรม จะรับรายได้เป็นค่าที่พักและบริการต่าง ๆ ทั้งหมด
แต่จะเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่าย ในการบริหารโรงแรมเป็นส่วนใหญ่
และมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างบริหาร ให้กับทางเครือ Minor ตามตกลง 
ซึ่งโมเดลบริหารโรงแรมแบบนี้ ก็จะเหมือนกับเชนโรงแรมดังระดับโลก 
อย่างเช่น Marriott และ Hilton ที่เน้นให้โรงแรมอื่นนำแบรนด์ไปใช้ แล้วส่งคนไปรับจ้างบริหารเช่นเดียวกัน
5. MLR หรือสิทธิในการบริหารจัดการห้องชุด
โมเดลบริหารโรงแรมแบบนี้ จะคล้าย ๆ กับโมเดลรับจ้างบริหารโรงแรมในข้อ 4
แต่จะต่างกันตรงที่ Minor จะเข้าไปบริหารตึกคอนโดมิเนียม หรือเรซิเดนซ์ ที่มีเจ้าของร่วมหลายราย แล้วรับจ้างบริหารกับเจ้าของกลุ่มนั้น
แล้วเครือ Minor ก็รับรายได้เป็นค่าจ้างบริหารเหมือนกับข้อ 4 
แต่การรับจ้างบริหารประเภทนี้ เครือ Minor จะแบกรับต้นทุนในการบริหารโรงแรมบางส่วนด้วย 
อย่างเช่น ค่าใช้จ่ายในการบริหารล็อบบีโรงแรม
ซึ่งโมเดลบริหารโรงแรมแบบนี้ จะมีเฉพาะแค่เชนโรงแรม และเซอร์วิซอะพาร์ตเมนต์ 
Oaks Hotels, Resorts & Suites ในประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เท่านั้น
6. De-risk Leased หรือสัญญาเช่าที่มีเงื่อนไขช่วยลดความเสี่ยง

โมเดลนี้คล้าย ๆ กับโมเดลเช่าบริหาร ในข้อ 2 
แต่จะต่างกันตรงที่ Minor จะเข้าไปเช่าโรงแรมมาบริหาร แต่สัญญาเช่าจะถูกออกแบบให้ ความเสี่ยงของ Minor ต่ำกว่าโมเดลเช่าบริหารปกติ

เช่น ค่าเช่าไม่ได้เป็นก้อนตายตัวทั้งหมด แต่อาจผูกกับรายได้หรือผลประกอบการของโรงแรม หรือมีเงื่อนไขให้บริษัทมีสิทธิออกจากสัญญาได้ หากผลประกอบการหรือสถานการณ์ของโรงแรมไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตกลงไว้
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าโรงแรมทำรายได้ดี Minor ก็จ่ายค่าเช่ามากขึ้น
แต่ถ้าเจอช่วงที่ธุรกิจไม่ดี รายได้ตก นักท่องเที่ยวหาย Minor ก็ไม่ต้องแบกค่าเช่าคงที่หนักเท่าโมเดลเช่าปกติ
แถมยังมีเงื่อนไขที่ช่วยให้บริษัทสามารถออกจากสัญญาได้ หากโรงแรมบางแห่งไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 
ดังนั้น De-risk Leased จึงเป็นโมเดลที่ช่วยให้ Minor ขยายพอร์ตโรงแรมได้ โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อสินทรัพย์เอง และยังลดความเสี่ยงในช่วงขาลงของธุรกิจโรงแรม
โดย ณ สิ้นปี 2568 Minor บริหารโรงแรมทั้งหมด 636 แห่ง ใน 68 ประเทศทั่วโลก โดยมีจำนวนห้องพักทั้งหมดกว่า 81,611 ห้อง
หมายเหตุ : รวมโรงแรมที่บริษัทลงทุนเองที่จะเปิดตัวในอนาคตและกิจการร่วมค้าที่ได้มีข้อผูกพัน ตลอดจนโรงแรมภายใต้การเช่าบริหารและสัญญารับจ้างบริหารที่เซ็นสัญญาแล้ว
- Managed หรือรับจ้างบริหาร 31%
- Leased หรือเช่าบริหาร 25%
- Owned หรือเป็นเจ้าของและบริหารเอง  20%
- MLR หรือสิทธิในการบริหารจัดการห้องชุด 10%
- De-risk Leased หรือสัญญาเช่าที่มีเงื่อนไขช่วยลดความเสี่ยง 10%
- JV หรือร่วมลงทุน 4%
ซึ่งเมื่อสิ้นปี 2568 เครือ Minor มีรายได้ จากส่วนของธุรกิจโรงแรมทั้งหมด 132,919 ล้านบาท
คิดเป็น 80% ของรายได้เครือ Minor ทั้งหมด
โดยหากเรามาเจาะรายได้ส่วนธุรกิจโรงแรมของ เครือ Minor  ทุก ๆ 100 บาท จะมาจากโมเดลบริหารโรงแรมต่าง ๆ ดังนี้
- โมเดลลงทุนเอง ร่วมทุน และเช่าบริหารโรงแรม 83 บาท
- โมเดลบริหารจัดการห้องชุด 7 บาท
- โมเดลรับจ้างบริหาร 2 บาท
- ธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงแรม 8 บาท
จะเห็นได้ว่า รายได้จากธุรกิจโรงแรมเครือ Minor ส่วนใหญ่มาจากที่ลงทุนเอง ร่วมทุน และเช่าพื้นที่บริหารโรงแรม แต่ก็แลกกับเงินที่ลงทุน และต้นทุนในการบริหารโรงแรมที่สูง
ต่างจากโมเดลรับจ้างบริหาร ที่ถึงแม้ว่าจะทำรายได้เพียง 2% ของรายได้จากโรงแรมทั้งหมด
แต่เครือ Minor ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนเอง และแทบไม่ต้องแบกรับต้นทุน ในการบริหารโรงแรมเลยนั่นเอง..
References
-รายงานประจำปี 2568 บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล 
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.