โมเดลธุรกิจ MR. D.I.Y. ขายของหลักสิบหลักร้อย แต่กำไร 2,600 ล้าน

โมเดลธุรกิจ MR. D.I.Y. ขายของหลักสิบหลักร้อย แต่กำไร 2,600 ล้าน

10 มี.ค. 2026
ล่าสุด มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) เพิ่งประกาศผลประกอบการ ปี 2568 ที่ผ่านมา
- รายได้ 20,078 ล้านบาท เติบโต 24.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- กำไร 2,631 ล้านบาท เติบโต 47.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
คำถามคือ ในเมื่อขายของราคาหลักสิบหลักร้อยบาท ทำไมบริษัทถึงทำกำไร ได้มากขนาดนี้ ?
ก็ต้องบอกว่า ความสำเร็จของ MR. D.I.Y. ไม่ได้มาจากแค่การขายของถูก แต่เกิดจากการวาง “โมเดลธุรกิจ” ที่เชื่อมกันอย่างเป็นระบบ 
ตั้งแต่การวางตำแหน่งแบรนด์ การสร้างภาพจำด้านราคา การขยายสาขา ไปจนถึงการได้เปรียบด้านต้นทุนจากขนาดธุรกิจ
เริ่มจาก การวาง Brand Positioning
MR. D.I.Y. วางตำแหน่งตัวเอง เป็นร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่เน้น “ความคุ้มค่า” โดยมีสินค้าในร้านมากกว่า 16,000 รายการ ครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวัน
แบ่งได้ 6 ประเภท คือเครื่องใช้ในครัวเรือน และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน, ฮาร์ดแวร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา, ของเล่น, หมวดอื่น ๆ
แต่ในบรรดาสินค้าทั้งหมด กลุ่มที่เป็นตัวขับเคลื่อนรายได้สำคัญ คือ สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือนและฮาร์ดแวร์ ที่เป็นตัวดึงดูดลูกค้าหลัก โดยครองสัดส่วนรายได้รวมกันกว่า 53.3% 
พูดง่าย ๆ คือรายได้เกินครึ่งของบริษัทมาจากสินค้า 2 กลุ่มนี้
ถัดมาคือ การสร้างภาพจำด้านราคา
MR. D.I.Y. ทำให้ผู้บริโภครับรู้ตรงกันว่า ที่นี่คือร้านที่ขายของไม่แพง ราคาส่วนใหญ่อยู่ในระดับหลักสิบถึงหลักร้อยบาท
เมื่อบวกกับการทำตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ก็ยิ่งทำให้แบรนด์แข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว MR. D.I.Y. จะยิ่งได้เปรียบ เพราะผู้บริโภคจะมุ่งเน้นไปที่สินค้าจำเป็น และคุ้มค่าเป็นหลัก 
ดูได้จากจำนวนธุรกรรมในปี 2568 ที่ผ่านมา ที่ MR. D.I.Y. มีจำนวนรายการที่ลูกค้าซื้อรวมถึง 121.2 ล้านรายการ เติบโต 23.1% จากปีก่อนหน้า
แม้ยอดซื้อเฉลี่ยต่อธุรกรรมจะอยู่ที่ 165.4 บาท แต่เมื่อคูณด้วยจำนวนธุรกรรมที่เยอะ จึงทำให้รายได้บริษัทเติบโตอย่างที่เห็น และส่งผลให้อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG อยู่ที่ 2.7%
อีกปัจจัยสำคัญคือ จำนวนสาขาที่ครอบคลุม
ปัจจุบัน MR. D.I.Y. มีสาขารวม 1,127 สาขา เพิ่มจากปีก่อน 195 สาขา และครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัดทั่วไทย ที่น่าสนใจคือ กว่า 74% ของสาขาทั้งหมด เป็นสาขานอกศูนย์การค้า
พูดง่าย ๆ คือ แทนที่จะรอให้คนเดินเข้าหาในห้างเพียงอย่างเดียว MR. D.I.Y. กลับใช้กลยุทธ์กระจายตัวเข้าหาชุมชน ทำให้คนสามารถเข้าถึงร้านค้าได้ง่าย 
และเมื่อจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ อำนาจต่อรอง
เพราะต้องสั่งของจากซัปพลายเออร์ปริมาณมากขึ้นตาม ทำให้บริษัทมีอำนาจต่อรองกับซัปพลายเออร์สูงขึ้น 
ผลก็คือ ต้นทุนขายลดลง และสะท้อนออกมาที่อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นเป็น 51.7% ในปี 2568 เทียบกับ 49.7% ในปีก่อนหน้า 
เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า MR. D.I.Y. ไม่ได้เป็นแค่ร้านขายของราคาย่อมเยา แต่เป็นธุรกิจที่ออกแบบโมเดลมาอย่างดี
เริ่มจากการขายสินค้าที่คนใช้จริงในชีวิตประจำวัน
ต่อด้วยการสร้างภาพจำเรื่องถูกและคุ้ม
ขยายสาขาให้ใกล้ลูกค้ามากที่สุด
และใช้ขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น มาช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและดันกำไรให้สูงขึ้น
ทั้งหมดนี้จึงอธิบายได้ว่า ทำไมธุรกิจที่ขายของหลักสิบหลักร้อยบาท ถึงสามารถทำกำไรได้สูงถึง 2,600 ล้านบาท ในปีเดียวนั่นเอง..
Reference
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.