
Linktree ธุรกิจจากไอเดียง่าย ๆ ที่เคยถูกประเมินมูลค่า 43,000 ล้าน
20 ต.ค. 2026
ทุกวันนี้ หากเราลองเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ Instagram ของแบรนด์ต่าง ๆ หรือแม้แต่เหล่า Influencer และ Content Creator หลายคน ก็น่าจะเคยเห็นลิงก์ที่ชื่อว่า Linktree แปะอยู่บนหน้าโปรไฟล์กันมาบ้าง
โดยเมื่อกดเข้าไป ก็จะพบกับหน้าเว็บไซต์ที่รวบรวมลิงก์ต่าง ๆ ของแบรนด์เอาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หลัก ร้านค้าออนไลน์ หรือช่องทาง Social Media อื่น ๆ
ซึ่งแม้จะดูเป็นเพียงเครื่องมือรวมลิงก์ธรรมดา ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลัง Linktree คือธุรกิจจากประเทศออสเตรเลีย ที่เคยถูกประเมินมูลค่าสูงถึง 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 43,000 ล้านบาท ในปี 2022
ที่น่าสนใจคือ Linktree เริ่มต้นจากไอเดียง่าย ๆ ของผู้ก่อตั้ง 3 คน ที่ต้องการแก้ปัญหาการเปลี่ยนลิงก์บน Instagram โดยใช้เวลาพัฒนา Product เวอร์ชันแรกเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
แล้ว Linktree มีจุดเริ่มต้นอย่างไร และทำไมไอเดียง่าย ๆ นี้ถึงโตเป็นธุรกิจมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทได้ ?
BrandCase จะสรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
ย้อนกลับไปในปี 2016 ที่ประเทศออสเตรเลีย
ในเวลานั้น คุณ Alex Zaccaria, คุณ Anthony Zaccaria และคุณ Nick Humphreys กำลังทำธุรกิจ Digital Agency ที่เมืองเมลเบิร์น โดยมีงานส่วนหนึ่งเป็นการดูแลและโปรโมตศิลปิน รวมถึงลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์
ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่พวกเขาต้องเจออยู่บ่อยครั้ง ก็คือการคอยเปลี่ยนลิงก์บนหน้าโปรไฟล์ Instagram ให้กับลูกค้า เพราะในสมัยนั้น Instagram อนุญาตให้ผู้ใช้งานใส่ลิงก์เว็บไซต์บนหน้าโปรไฟล์ได้เพียงลิงก์เดียว
หมายความว่า หากวันนี้ต้องการโปรโมตเว็บไซต์ขายสินค้า ก็ต้องนำลิงก์เว็บไซต์นั้นมาใส่ไว้บนหน้าโปรไฟล์ แต่พอวันต่อมาต้องการโปรโมตวิดีโอใหม่บน YouTube ก็ต้องกลับมาเปลี่ยนลิงก์เดิมออก แล้วใส่ลิงก์ YouTube เข้าไปแทน
ยิ่งต้องดูแลลูกค้าหลายราย และแต่ละรายมีช่องทางออนไลน์หลายช่องทาง ก็ยิ่งเสียเวลาในการเปลี่ยนลิงก์ไปมา
ทั้งสามคนจึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าเราสามารถสร้างหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาหนึ่งหน้า เพื่อรวบรวมลิงก์ทั้งหมดเอาไว้ แล้วนำลิงก์ของเว็บไซต์นั้นไปใส่ไว้บน Instagram แทน จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ ?
และนี่เองก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Linktree โดยทั้งสามคนใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการพัฒนา Product เวอร์ชันแรก ก่อนเปิดตัว Linktree ในปี 2016
หลักการทำงานของ Linktree ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ผู้ใช้งานสมัครสมาชิก ก็จะได้รับหน้าเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งสามารถนำลิงก์ต่าง ๆ มาใส่รวมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หลัก ร้านค้าออนไลน์ ช่อง YouTube หรือ Social Media อื่น ๆ
จากนั้นก็นำลิงก์ Linktree เพียงลิงก์เดียว ไปแปะไว้บนหน้าโปรไฟล์ Instagram เท่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องคอยเปลี่ยนลิงก์ทุกครั้งที่มีสินค้าใหม่ หรือมีคอนเทนต์ใหม่ที่ต้องการโปรโมตอีกต่อไป
และกลายเป็นว่า ปัญหาที่ผู้ก่อตั้งทั้งสามคนเจอ ไม่ได้เป็นปัญหาของพวกเขาเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังเป็นปัญหาที่เหล่า Influencer, Content Creator รวมถึงแบรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่เช่นกัน
ทำให้หลังจากเปิดตัว Linktree ก็เริ่มได้รับความสนใจ และมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แล้วอะไรทำให้ Linktree สามารถเติบโตได้ขนาดนี้ ?
1. การทำ Product ให้เรียบง่าย และเปิดให้ใช้งานได้ฟรี
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ Linktree คือการที่ผู้ใช้งานแทบไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี ก็สามารถสร้างหน้าเว็บไซต์ของตัวเองได้
เพราะหากเป็นในอดีต การจะมีเว็บไซต์สักหนึ่งหน้า อาจต้องเสียเงินจ้างคนเขียนเว็บไซต์ หรือใช้เวลาเรียนรู้วิธีสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง
แต่ Linktree ทำให้เรื่องเหล่านี้ง่ายขึ้นมาก ผู้ใช้งานเพียงสมัครสมาชิก เลือกรูปแบบหน้าเว็บไซต์ และนำลิงก์ต่าง ๆ มาใส่ ก็สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันที
ที่สำคัญ Linktree ยังเลือกใช้โมเดล Freemium หรือการเปิดให้ใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานได้ฟรี ทำให้ไม่ว่าจะเป็น Creator ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือธุรกิจขนาดเล็ก ก็สามารถทดลองใช้บริการได้โดยไม่มีต้นทุนค่าสมาชิก
เมื่อ Product ใช้งานง่าย และไม่ต้องเสียเงินเพื่อเริ่มต้น จึงช่วยลดอุปสรรคในการดึงผู้ใช้งานใหม่เข้ามาในแพลตฟอร์ม
2. ผู้ใช้งาน Linktree ช่วยโปรโมต Product ให้กับบริษัทโดยอัตโนมัติ
ลองนึกภาพว่า หากเราเป็น Influencer ที่มีผู้ติดตามบน Instagram จำนวน 100,000 คน แล้วนำลิงก์ Linktree ไปใส่ไว้บนหน้าโปรไฟล์
ทุกครั้งที่ผู้ติดตามกดเข้ามาดูลิงก์ ก็จะมีโอกาสได้รู้จัก Linktree ไปด้วย และหากผู้ติดตามเหล่านั้นเป็น Creator หรือเจ้าของธุรกิจ ก็อาจสนใจสมัครใช้งาน Linktree ของตัวเองเช่นกัน
เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ก็จะมีลิงก์ Linktree ปรากฏอยู่บนหน้าโปรไฟล์ Social Media มากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ Product ของ Linktree มีลักษณะเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยกระจายการรับรู้แบรนด์ของตัวเองได้
ยิ่งมีคนใช้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสที่คนอื่น ๆ จะมองเห็น และเข้ามาใช้งานมากขึ้นเท่านั้น
นี่จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยให้ Linktree สามารถขยายฐานผู้ใช้งานไปทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการซื้อโฆษณาเพียงอย่างเดียว
3. การเปลี่ยนผู้ใช้งานฟรี ให้กลายเป็นลูกค้าที่จ่ายเงิน
แม้ Linktree จะเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถใช้บริการได้ฟรี แต่บริษัทก็มีวิธีสร้างรายได้จากผู้ใช้งานบางส่วน ผ่านโมเดล Subscription หรือการเก็บค่าสมาชิกแบบรายเดือนและรายปี
โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงฟังก์ชันเพิ่มเติมได้ ตัวอย่างเช่น การปรับแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ให้เข้ากับแบรนด์ การวิเคราะห์จำนวนผู้เข้าชมและการคลิกลิงก์ รวมถึงเครื่องมือทางการตลาดต่าง ๆ
ลองนึกภาพว่า Creator คนหนึ่งเริ่มต้นจากการมีผู้ติดตามเพียงไม่กี่ร้อยคน ในช่วงแรก Creator คนนั้นอาจต้องการแค่หน้าเว็บไซต์สำหรับรวบรวมลิงก์ จึงเลือกใช้แพ็กเกจฟรี
แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนคน และเริ่มมีรายได้จากการขายสินค้า หรือรับงานโฆษณา ความต้องการก็อาจเปลี่ยนไป
จากเดิมที่ต้องการแค่รวมลิงก์ ก็อาจต้องการดูว่าผู้ติดตามคลิกลิงก์ไหนมากที่สุด หรือช่องทางไหนสามารถสร้างยอดขายได้ดีที่สุด ซึ่งฟังก์ชันเหล่านี้เป็นสิ่งที่ Linktree สามารถนำมาเสนอผ่านแพ็กเกจแบบเสียเงินได้
เท่ากับว่า Linktree ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินจากผู้ใช้งานทุกคนตั้งแต่วันแรก แต่สามารถเปิดให้คนจำนวนมากเข้ามาใช้งานฟรี ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนผู้ใช้งานบางส่วนให้กลายเป็นลูกค้าที่จ่ายเงิน เมื่อความต้องการของพวกเขาเพิ่มขึ้น
และด้วยโมเดล Subscription ก็ทำให้บริษัทมีโอกาสสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ในระยะยาว
- แล้วปัจจุบัน Linktree เติบโตไปถึงไหนแล้ว ?
หากย้อนกลับไปในปี 2022 Linktree สามารถระดมทุนได้อีก 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,697 ล้านบาท
พร้อมได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทสูงถึง 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 43,693 ล้านบาท
กลายเป็นหนึ่งในบริษัท Startup จากออสเตรเลียที่สามารถเติบโตจนมีมูลค่าระดับ Unicorn หรือบริษัท Startup ที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่หลังจากนั้น Linktree ก็ยังคงขยายฐานผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2024 บริษัทมีผู้ใช้งานทั่วโลกประมาณ 50 ล้านราย ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 70 ล้านราย ตามข้อมูลที่ Linktree เปิดเผยบนเว็บไซต์ในปี 2026
นอกจากนี้ Linktree ยังระบุว่า ปัจจุบันมีการสร้างโปรไฟล์ใหม่ประมาณ 70,000 โปรไฟล์ต่อวัน และมีการเข้าชมหน้าโปรไฟล์รวมกันกว่า 1,300 ล้านครั้งต่อเดือน
ส่วนในแง่ของรายได้ แม้ Linktree จะเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้เปิดเผยงบการเงินต่อสาธารณะอย่างละเอียด แต่ Sacra ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ธุรกิจ Startup ได้ประมาณการรายได้ของ Linktree เอาไว้ว่า
- ปี 2023 มีรายได้ประมาณ 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,244 ล้านบาท
- ปี 2024 มีรายได้ประมาณ 55.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,865 ล้านบาท
คิดเป็นการเติบโตของรายได้ประมาณ 50% ภายในหนึ่งปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรายได้ดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการของ Sacra ไม่ใช่ตัวเลขรายได้ที่ Linktree เปิดเผยอย่างเป็นทางการ
ส่วนมูลค่าบริษัทที่ 43,693 ล้านบาท ก็ยังเป็นมูลค่าที่ได้รับการประเมินจากการระดมทุนในปี 2022 ไม่ใช่มูลค่าประเมินใหม่ในปี 2026
ถึงตรงนี้ จะเห็นว่า สิ่งที่ทำให้ Linktree เติบโตจนกลายเป็นธุรกิจระดับหลายหมื่นล้านบาทได้ คือการเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ที่ผู้คนจำนวนมากเจอเหมือนกัน ก่อนใช้โมเดล Freemium เพื่อขยายฐานผู้ใช้งาน และต่อยอดไปสู่บริการที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
ที่น่าสนใจคือ Linktree ไม่ได้หยุดอยู่แค่ Product ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในช่วงแรก แต่ยังพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ Creator สามารถทำธุรกิจและสร้างรายได้จากผู้ติดตามได้มากขึ้น
เรื่องราวของ Linktree จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า บางครั้งธุรกิจมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท อาจเริ่มต้นจากไอเดียง่าย ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้คนจำนวนมาก ก่อนค่อย ๆ ต่อยอดให้กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นได้ในที่สุด..
References