โมเดลธุรกิจ IMAX เสือนอนกิน แห่งวงการภาพยนตร์

โมเดลธุรกิจ IMAX เสือนอนกิน แห่งวงการภาพยนตร์

4 เม.ย. 2026
Avatar: Fire and Ash, F1: The Movie หรือแม้แต่อานิเมะระดับปรากฏการณ์อย่าง Demon Slayer ซึ่งภาพยนตร์ทั้งหมดนี้ เป็นภาพยนตร์ที่สามารถกวาดรายได้มหาศาลบนระบบจอยักษ์ของ IMAX 
แต่ความน่าสนใจคือ IMAX แทบไม่ต้องเสี่ยงแบกต้นทุนสร้างหนังเหล่านี้เอง และไม่ต้องหาที่ดินมาสร้างโรงหนังเองด้วยซ้ำ 
แต่อาศัยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ที่ทำให้ในปี 2025 ที่ผ่านมา พวกเขาสามารถทำรายได้ไปกว่า 13,000 ล้านบาท
แล้วตั๋วหนัง IMAX 1 ใบที่เราซื้อ.. จริง ๆ แล้วทำเงินให้บริษัทนี้ได้อย่างไร ? 
ทำไมพวกเขาถึงถูกยกให้เป็น “เสือนอนกิน” แห่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
คำว่าเสือนอนกินในกรณีของ IMAX หมายถึงการที่ บริษัทไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในการลงทุนก้อนใหญ่ด้านทรัพย์สินด้วยตัวเอง 
แต่สามารถดักเก็บรายได้ในระยะยาวจากความสำเร็จของพาร์ตเนอร์ ผ่านโมเดลธุรกิจแบบเน้นเทคโนโลยีและลิขสิทธิ์ (Asset-Light) 
โดยรายได้ของ IMAX มาจาก 3 ช่องทางหลัก ๆ ด้วยกันก็คือ
1. กลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยี (Technology Products and Services)
รายได้ส่วนนี้ส่วนมากมาจากการเก็บจากฝั่งโรงภาพยนตร์ ที่มีการนำเครื่องฉาย IMAX, ระบบเสียงต่าง ๆ,  จอภาพ ไปติดตั้งที่โรงภาพยนตร์ 
ซึ่งรายได้ ก็จะมาจากสองทางคือ รายได้จากการขายระบบต่าง ๆ รวมถึงรายได้จากส่วนแบ่งค่าตั๋วหนัง 
ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญา คือ 
- สัญญาแบบขายและให้เช่าระยะยาว
โรงภาพยนตร์จะต้องจ่ายเงินค่าติดตั้งก้อนแรก ให้กับ IMAX และหลังจากนั้นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมขั้นต่ำรายปีอย่างต่อเนื่อง หรืออาจต้องจ่ายส่วนแบ่งเพิ่มเติมหากโรงหนังทำรายได้ทะลุเป้าที่ตกลงกันไว้
- สัญญาการร่วมแบ่งปันรายได้ (Joint Revenue Sharing Arrangements - JRSA)
เป็นโมเดลที่โรงหนังไม่ต้องจ่ายเงินลงทุนก้อนใหญ่เต็มจำนวนตั้งแต่แรก แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
แบบดั้งเดิม : IMAX จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์และค่าติดตั้งให้ส่วนใหญ่ โดยแลกกับการขอหัก เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากรายได้ค่าตั๋ว ไปตลอดอายุสัญญา และบางครั้งรวมถึงส่วนแบ่งค่าขนม/เครื่องดื่มด้วย
แบบผสม : โรงภาพยนตร์จะจ่ายเงินก้อนแรกก่อนการติดตั้ง (มักจะคิดเป็นครึ่งหนึ่งของราคาขายปกติ) และจ่าย “เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากรายได้ค่าตั๋ว” ให้ IMAX อย่างต่อเนื่อง แต่จะถูกหักเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ยังมีรายได้จากค่าบริการบำรุงรักษา ที่ IMAX จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบรายปีจากโรงภาพยนตร์ เพื่อเป็นค่าดูแลรักษาระบบและต่ออายุการรับประกันอุปกรณ์
รวมถึงรายได้เสริมอื่น ๆ ของระบบ เช่น การขายแว่นตา 3 มิติ และชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ
2. กลุ่มโซลูชันด้านเนื้อหา (Content Solutions)
รายได้ส่วนนี้มาจากการเก็บเงินจากฝั่งผู้ผลิต เช่น พวกสตูดิโอภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่มีการเอากล้อง IMAX ไปถ่ายทำ (Filmed For IMAX) 
รวมถึงบางภาพยนตร์ที่ไม่ได้ถ่ายด้วยกล้อง IMAX แต่ให้ทาง IMAX เอาไฟล์ภาพไป Remaster เพื่อให้สามารถฉายในโรง IMAX ได้ ซึ่งทาง IMAX ก็จะคิดเงินเป็นส่วนแบ่งรายได้จากค่าตั๋วหนัง คิดเป็นประมาณ 12.5% ของรายได้ค่าตั๋วทั้งหมด (ยกเว้นในจีนที่อาจได้น้อยกว่าเล็กน้อยเพราะมีค่าธรรมเนียมนำเข้า)
รวมถึงรายได้จากการให้บริการหลังการผลิต (Post-Production)
3. กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ (All Other)
รายได้จากเทคโนโลยีสตรีมมิงสำหรับผู้บริโภคหรือ IMAX Enhanced เพื่อนำประสบการณ์ภาพและเสียงไปสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิงและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน
แล้วรายได้ของ IMAX มากแค่ไหน ?
ผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี ของ IMAX Corporation
ปี 2023 รายได้ 12,182 ล้านบาท กำไร 823 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 11,447 ล้านบาท กำไร 847 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 13,332 ล้านบาท กำไร 1,133 ล้านบาท
สัดส่วนรายได้ปี 2025
- รายได้จากระบบโรงภาพยนตร์ (Technology Products and Services) 61.2%
- รายได้จากฝั่งเนื้อหา (Content Solutions) 36.9%
- รายได้อื่น ๆ (All Other) 1.9%
สัดส่วนรายได้ตามภูมิภาคปี 2025
- สหรัฐอเมริกา 35.3%
- จีน (Greater China) 25.0%
- เอเชีย (ไม่รวมจีน) 16.2%
- ยุโรปตะวันตก 12.6%
- แคนาดา ลาตินอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก 10.9%
จะเห็นว่ารายได้ของ IMAX นั้นส่วนใหญ่มาจาก การติดตั้งและวางระบบให้กับโรงภาพยนตร์ (Technology Products and Services) และมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศนอกสหรัฐอเมริกาที่สูงมาก
ซึ่งจุดเด่น ที่ทำให้ IMAX ทำแบบนี้ได้ก็คือ  
- โมเดลสัญญาแบ่งปันรายได้ JRSA ช่วยเปิดโอกาสให้โรงภาพยนตร์ทั่วโลกสามารถติดตั้งระบบ IMAX ได้โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนซื้อขาดด้วยเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก 
แต่ใช้วิธีให้โรงภาพยนตร์จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากรายได้ค่าตั๋วในระยะยาวแทน ซึ่งโมเดลนี้เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ IMAX ขยายสาขาเครือข่ายโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
- การเติบโตของภาพยนตร์ท้องถิ่น นอกเหนือจากการพึ่งพาภาพยนตร์ฮอลลีวูดแล้ว IMAX ยังประสบความสำเร็จอย่างมากจากการร่วมมือกับสตูดิโอต่างประเทศ เช่น อานิเมะญี่ปุ่นเรื่อง Demon Slayer: Infinity Castle หรือภาพยนตร์จีนอย่าง Ne Zha 2 ซึ่งในปี 2025 ภาพยนตร์ท้องถิ่นเหล่านี้สามารถกวาดรายได้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 32% ของรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั้งหมดของ IMAX
- การสร้างความแตกต่างด้วย IMAX DNA 
IMAX มีนวัตกรรมและโปรแกรมที่ทำงานร่วมกับผู้กำกับตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมการผลิต ทำให้ภาพยนตร์ที่ออกมามีสัดส่วนภาพที่ขยายกว้างขึ้น (ผู้ชมเห็นภาพเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 67% ในบางสาขา) 
รวมไปถึงระบบเสียงรอบทิศทางที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง และยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อตั๋วในราคาพรีเมียม
จะเห็นว่าโมเดลธุรกิจของ IMAX ถือเป็นเสือนอนกิน แห่งวงการภาพยนตร์อย่างแท้จริง เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างภาพยนตร์เองทั้งหมด และไม่ต้องลงทุนซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงภาพยนตร์เอง 
แต่อาศัยเทคโนโลยีลิขสิทธิ์และแบรนด์ที่แข็งแกร่งเป็นตัวกลาง ตราบใดที่โลกนี้ยังมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทำเงินถล่มทลาย IMAX ก็จะยังคงดักเก็บรายได้ทั้งจากฝั่งผู้สร้างและฝั่งโรงฉายไปได้พร้อม ๆ กันต่อไป.. 
Reference
- IMAX Corporation Annual Report 2025
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.