
เปิดสูตรเกษตรพะเยา: SCT ใช้ Big Data สร้างระบบรับซื้อกาแฟ จากเงิน 7 แสน สู่ธุรกิจร้อยล้าน ใน 2 ปี
27 พ.ย. 2025
ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา จังหวัดพะเยาเริ่มถูกพูดถึงในฐานะ “เมืองกาแฟหน้าใหม่” ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งเบื้องหลังการเติบโตนี้ คือ โมเดลการพัฒนาการเกษตรยุคใหม่ของ Siam Coffee Trade (SCT) ธุรกิจท้องถิ่นที่เริ่มต้นจากเงินทุนเพียง 700,000 บาท แต่สามารถผลักดันให้เกิดระบบรับซื้อกาแฟที่มีมาตรฐาน และสร้างธุรกิจกว่าร้อยล้านบาท และช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 500 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 2 ปี
ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจาก “วิธีคิดใหม่” ที่เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ทำไมเกษตรกรต้องปลูกก่อน ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะขายให้ใคร?”
—-—-—-—-—-—-—-—-—-—-
เริ่มจากตลาด → ย้อนกลับมาหาต้นน้ำ: Reverse Process ที่เปลี่ยนเกมกาแฟพะเยา
ต่างจากการส่งเสริมเกษตรแบบดั้งเดิมที่ชักชวนให้ชาวบ้านปลูกก่อนแล้วค่อยหาแหล่งรับซื้อทีหลัง SCT เลือกคิดกลับด้าน สร้าง “ตลาดที่มั่นคง” ก่อน แล้วจึงค่อยส่งเสริมการปลูกในปีถัดมา
ในปีแรก บริษัท สยาม คอฟฟี่ เทรด จำกัด ทำงานร่วมกับสหกรณ์ในพื้นที่ และจัดตั้งเป็น “ลานรับซื้อกาแฟ” อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจว่าปลูกแล้วมีที่ขายแน่นอน ก่อนจะเริ่มโครงการส่งเสริมการปลูกในปีถัดไป ซึ่งทำให้เกษตรกรจำนวนมากเข้าร่วมโครงการโดยไม่ต้องชักชวนมาก เพราะพวกเขาเห็นตลาดที่มีอยู่จริง

—-—-—-—-—-—-—-—-—-—-
จุดแข็งของ SCT มาจาก 2 ปัจจัยหลัก
1. “ทีมผู้ก่อตั้ง” ที่มาจากคนละอุตสาหกรรม แต่เชื่อมโยงกันในห่วงโซ่กาแฟอย่างลงตัว
โดยมีคุณพันธ์ภูวดล จารุโชติรัตนสกุล (ซี) ผู้ร่วมก่อตั้ง SCT และผู้บริหารโรงคั่วกาแฟพะเยา ที่เข้าใจ Pain Point ของธุรกิจกลางน้ำ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ และคุณชลกฤษ ฟองสายชล (อาร์ท) ผู้ร่วมก่อตั้ง SCT และผู้บริหาร June Bakermart ร้านจำหน่ายวัตถุดิบและอุปกรณ์เบเกอรี่ และกาแฟ และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและ Big Data ที่นำความรู้เหล่านี้มาออกแบบระบบรับซื้อสินค้าเกษตร
2. ใช้ Big Data ควบคุมคุณภาพและสร้างความเป็นธรรมทั้งระบบ
ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลประวัติเกษตรกร รายคน ราย LOT ความชื้น สิ่งเจือปน และคุณภาพเมล็ดตั้งแต่เชอรี่ ถึงกาแฟคั่ว และพยากรณ์ความต้องการของโรงคั่วและคู่ค้าตลอดทั้งปี ซึ่งข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาใช้เพื่อสร้าง “มาตรฐานการรับซื้อ” ที่โปร่งใสและเป็นธรรม ทั้งต่อเกษตรกร และโรงคั่ว ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อใจกันด้วยข้อมูลมากกว่าอคติหรือความรู้สึก ผลลัพธ์คือ ซัพพลายกาแฟที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ โรงคั่วมีเมล็ดใช้ทั้งปี และเกษตรกรได้รับราคาที่สะท้อนคุณภาพจริง
—-—-—-—-—-—-—-—-—-—-
Multi Winning Point : เฟรมเวิร์กที่ทำให้ทุกฝ่ายชนะร่วมกัน
โมเดลของ SCT ใช้แนวคิด “Multi Winning Point” เป็นแกนสำคัญ คือจุดชนะร่วมกัน
● สหกรณ์ ได้ใช้ทรัพย์สินที่เคยถูกทิ้งร้างให้เกิดประโยชน์
● โรงคั่ว ได้ซัพพลายที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง
● SCT เติบโตทั้งยอดขายและฐานข้อมูล
● เกษตรกร มั่นใจ กล้าปลูก และช่วยเพิ่มรายได้
● โรงคั่ว ได้ซัพพลายที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง
● SCT เติบโตทั้งยอดขายและฐานข้อมูล
● เกษตรกร มั่นใจ กล้าปลูก และช่วยเพิ่มรายได้
เมื่อพื้นฐานแข็งแรง จุดชนะก็ขยายไปสู่หลายฝ่ายมากขึ้น เช่น เกษตรจังหวัดที่ใช้ข้อมูลร่วมในการส่งเสริมเกษตรกร รวมถึงหอการค้าจังหวัดพะเยาที่ช่วยผลักดันกิจกรรมเศรษฐกิจในจังหวัด
—-—-—-—-—-—-—-—-—-—-

ผลลัพธ์: จากเงิน 700,000 → สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาทในเวลาเพียง 2 ปี
โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของ SCT ทำให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด ตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจของห่วงโซ่ธุรกิจกาแฟ–เบเกอรี่ในพะเยาเพิ่มขึ้นกว่า 500 ล้านบาทในเวลาเพียง 2 ปี สะท้อนให้เห็นว่า “จังหวัดเล็ก” ก็สามารถสร้าง Impact ใหญ่ได้ หากมีระบบที่มั่นคงและข้อมูลที่ใช้จริงในพื้นที่
มากกว่าธุรกิจกาแฟ สิ่งที่ SCT สร้างขึ้นคือ ต้นแบบใหม่ของการจัดการเกษตรไทย ที่สามารถนำไปปรับใช้กับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ในอนาคต
—-—-—-—-—-—-—-—-—-—-
พะเยา: จังหวัดเล็กที่กำลังพิสูจน์ว่า Big Data สร้างโอกาสได้จริง
เรื่องราวของ SCT คือหลักฐานว่า เมื่อข้อมูล กลไกตลาด และความร่วมมือภาคส่วนต่างๆ มารวมกัน จังหวัดเล็กก็สามารถสร้างเศรษฐกิจระดับร้อยล้านได้โดยไม่ต้องพึ่งเมกะโปรเจกต์ใดๆ และนี่คือ “สูตรเกษตรพะเยา” ที่ SCT เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตใหม่ของการพัฒนาเกษตรไทย