
สรุปกลยุทธ์ “ไดโนเสาร์” เริ่มจากโรงสีข้าวเล็ก ๆ ตอนนี้ รายได้ 300 ล้านบาท
29 ต.ค. 2026
- หากพูดถึงแบรนด์ข้าวหอมมะลิที่กำลังได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ หนึ่งในชื่อที่หลายคนน่าจะคุ้นหูกันก็คือ “ข้าวไดโนเสาร์”
แบรนด์ข้าวหอมมะลิแท้ ที่มีจุดเด่นเรื่องความหอมและนุ่ม จนเกิดการบอกต่อในกลุ่มผู้บริโภค
โดยถ้ามาดูผลประกอบการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์ชัยธัญญาพืช เจ้าของข้าวไดโนเสาร์
ปี 2564 รายได้ 240 ล้านบาท กำไร 3.2 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 243 ล้านบาท กำไร 3.5 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 249 ล้านบาท กำไร 3.6 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 271 ล้านบาท กำไร 4.3 ล้านบาท
และปี 2568 ที่ผ่านมา มีรายได้ 338 ล้านบาท กำไร 4.9 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์นี้ ไม่ได้เริ่มจากการทำการตลาดที่หวือหวา แต่เป็นความเชี่ยวชาญเรื่องข้าวที่สั่งสมมาหลายสิบปี
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ? มีกลยุทธ์อะไรซ่อนอยู่
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
เรื่องราวเริ่มต้นจากคุณจำนงค์ รุ่งโรจน์นิมิตชัย ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับธุรกิจโรงสีมาตั้งแต่เด็ก โดยช่วยคุณพ่อทำงานทั้งตรวจคุณภาพและชั่งน้ำหนักข้าว จนค่อย ๆ สั่งสมความเชี่ยวชาญ
หลังเรียนจบ คุณจำนงค์ตัดสินใจซื้อโรงสีและก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์ชัยธัญญาพืช ในปี 2534 ก่อนจะเริ่มสร้างแบรนด์ข้าวของตัวเองในปี 2539
โดยชื่อที่คุณจำนงค์เคยพิจารณาในตอนแรกคือ “ช้าง” และ “มังกร” แต่เนื่องจากมีแบรนด์อื่นใช้ชื่อเหล่านี้อยู่แล้ว จึงมาลงตัวที่ชื่อ “ไดโนเสาร์” เพราะต้องการชื่อที่จำง่ายและติดหู
ซึ่งหากมองในมุมการตลาด ชื่อไดโนเสาร์ถือเป็นชื่อที่มีเอกลักษณ์ ช่วยสร้างการจดจำ
อย่างไรก็ตาม ชื่อแบรนด์อาจทำให้ลูกค้าสนใจในครั้งแรก แต่สิ่งที่ทำให้บอกต่อ ก็คือคุณภาพของข้าวที่อยู่ในถุง
แล้ว “ไดโนเสาร์” ใช้กลยุทธ์อะไร ให้คุณภาพข้าวแตกต่างจากแบรนด์อื่น ?
1. เริ่มต้นจากการคัดเลือกข้าวคุณภาพ ตั้งแต่ต้นทาง
คุณจำนงค์มีแนวคิดที่ต้องการให้โรงสีเป็นศูนย์รวมข้าวหอมมะลิคุณภาพดี จึงเริ่มคัดเลือกข้าวจากอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร
ก่อนจะขยายพื้นที่รับซื้อไปยังบางตำบลในจังหวัดอำนาจเจริญและมุกดาหาร เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
โดยให้ความสำคัญกับการคัดเลือกข้าวที่มีความหอมและนุ่มตามมาตรฐานที่แบรนด์ต้องการ
ที่น่าสนใจคือ คุณจำนงค์ไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพเพียงแค่ลักษณะเมล็ดข้าว แต่ยังนำข้าวที่รับซื้อมาหุงชิมด้วยตัวเอง เพื่อประเมินคุณภาพจากการกินจริง
หากมองในเชิงธุรกิจ นี่คือการให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าตั้งแต่ต้นทาง เพราะสำหรับสินค้าประเภทข้าว สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด ก็คือความหอม ความนุ่ม และรสชาติเมื่อหุงกิน
2. กระบวนการจัดเก็บ
โดยข้าวเปลือกจะผ่านการอบเพื่อลดความชื้น ก่อนนำไปเก็บในไซโลที่ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส
พร้อมดูแลเรื่องความชื้น การระบายอากาศ และป้องกันสัตว์กับแมลง เพื่อช่วยรักษาคุณภาพข้าวระหว่างการจัดเก็บ
แม้กระบวนการเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมองไม่เห็น แต่ล้วนมีส่วนสำคัญต่อคุณภาพของข้าวที่ลูกค้าได้รับ
เพราะสำหรับแบรนด์ที่ขายจุดเด่นเรื่องความหอมและนุ่ม การรักษามาตรฐานสินค้าให้สม่ำเสมอ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
3. การบอกต่อจากผู้บริโภค
จากเดิมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ ก่อนค่อย ๆ ขยายไปสู่การพูดถึงบนโลกออนไลน์
ซึ่งหากมองในมุมการตลาด ข้าวถือเป็นสินค้าที่มีโอกาสเกิดการซื้อซ้ำสูง เพราะเป็นอาหารที่หลายครัวเรือนบริโภคเป็นประจำ
ดังนั้น หากแบรนด์สามารถสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ จนทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าข้าวหอมและนุ่มกว่าแบรนด์ที่เคยกิน ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำ และแนะนำให้คนอื่นลองตาม
ขณะเดียวกัน ในช่วงแรกที่ข้าวไดโนเสาร์ยังหาซื้อได้ยาก ก็มีส่วนทำให้เกิดการถามหาพิกัดร้านค้าและการบอกต่อกันในกลุ่มผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าความหาซื้อยากดังกล่าว เป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์ตั้งใจสร้างขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากแคมเปญการตลาดขนาดใหญ่เสมอไป
เพราะในบางครั้ง การให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าอย่างจริงจัง ก็สามารถเปลี่ยนลูกค้าที่เคยทดลองซื้อ ให้กลายเป็นลูกค้าประจำ และช่วยบอกต่อแบรนด์ได้เช่นกัน
เช่นเดียวกับข้าวไดโนเสาร์ ที่ใช้ความเชี่ยวชาญเรื่องข้าวที่สั่งสมมาหลายสิบปี มาเป็นจุดแข็งในการสร้างแบรนด์ จนกลายเป็นธุรกิจที่มีรายได้หลายร้อยล้านบาทในปัจจุบัน..
References