
เจาะกลยุทธ์ Salone ทำไนต์คลับอย่างไร ให้คนแน่นเกือบทุกคืน จากงาน The Secret Sauce Summit 2026
9 ก.ย. 2026
ในกรุงเทพฯ มีร้านนั่งดื่ม บาร์ และ Night Club ให้เลือกมากมาย แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ร้านของเรา เป็น Destination ที่คนตั้งใจมา และอยากกลับมาอีกเรื่อย ๆ
นี่คือหนึ่งในโจทย์ที่ คุณเพชร-ชวลิต ถาวรพิพัฒน์เดช นำมาใช้สร้าง Salone
Night Club ที่ไม่ได้อยากขายแค่เครื่องดื่มหรือความสนุกในช่วงกลางคืน แต่ต้องการสร้างพื้นที่ที่เป็นเหมือน Social Club ของคนรุ่นใหม่
ที่น่าสนใจคือ ก่อนจะมาทำ Salone คุณเพชรเคยทำงานด้าน Consulting ช่วยบริษัทต่าง ๆ วางกลยุทธ์มาก่อน และได้นำวิธีคิดเหล่านั้นมาปรับใช้กับธุรกิจ Nightlife
โดยคุณเพชรได้มาแชร์เบื้องหลังแนวคิดและกลยุทธ์ของ Salone ภายในงาน The Secret Sauce Summit 2026 ตั้งแต่การออกแบบ Experience ไปจนถึงการแกะ Customer Journey เพื่อทำความเข้าใจว่า คนรุ่นใหม่ต้องการอะไรจากการออกมาเที่ยวกลางคืน
แล้ว Salone มีกลยุทธ์อะไรที่น่าสนใจ ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
1. คิดก่อนว่า “ลูกค้าจะได้อะไรกลับไป”
หนึ่งในคำถามที่คุณเพชรใช้ในการทำ Salone คือ วันที่ลูกค้ามาร้านเรา เขาจะได้อะไรกลับไป ?
คำตอบของ Salone คือ Experience หรือประสบการณ์ เพราะคนที่ออกมาเที่ยวกลางคืน ไม่ได้ออกมาดื่มเพียงอย่างเดียว
บางคนมาฉลองวันเกิด บางคนมาเจอเพื่อน บางคนเพิ่งอกหัก หรือบางคนอาจกำลังฉลองช่วงเวลาสำคัญในชีวิต
เพราะฉะนั้น หน้าที่ของร้านจึงไม่ใช่แค่เสิร์ฟเครื่องดื่ม แต่ต้องทำให้คืนนั้นของลูกค้าออกมาดีที่สุด
ตั้งแต่บรรยากาศ เพลง การบริการ ไปจนถึงรายละเอียดต่าง ๆ ภายในร้าน
Salone จึงไม่ได้เน้นการทำ Marketing มากนัก แต่เลือกทุ่มไปกับการทำ Experience ให้ดี
เพราะมองว่า ถ้าลูกค้าประทับใจมากพอ พวกเขาจะกลับมา และนำประสบการณ์นั้นไปบอกต่อเอง
2. มอง Insight ของ Gen Z ให้ลึกกว่าแค่คำว่าดื่มน้อยลง
หลายคนอาจมองว่า ธุรกิจ Nightlife กำลังเจอโจทย์ใหญ่ เพราะคน Gen Z ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง
แต่คุณเพชรบอกว่า เขาเชื่อเรื่องนี้เพียงครึ่งเดียว
เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไป อาจไม่ใช่แค่ปริมาณการดื่ม แต่คือ จุดประสงค์ของการออกมาเที่ยว
คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการเข้าคลับเพื่อดื่มให้เมาแล้วกลับบ้านเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องการมาเจอเพื่อน พบปะผู้คน สร้าง Connection และได้ประสบการณ์บางอย่างกลับไป
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Salone ไม่ได้วางตัวเองเป็นเพียง Night Club
แต่ต้องการสร้างให้เป็น Social Club หรือพื้นที่ที่ทำให้คนอยากออกมาเจอกัน
3. Crack Customer Journey ทั้งคืน
อีกหนึ่งวิธีคิดที่คุณเพชรนำมาจากการทำ Consulting คือการไล่ดู Customer Journey ของลูกค้าทั้งหมด
ไม่ใช่แค่ว่า ลูกค้าเข้ามา Salone แล้วทำอะไร แต่เริ่มตั้งแต่..
ก่อนมาคลับ ลูกค้าไปไหน ?
ลูกค้ากินอะไรมาหรือยัง ?
หลังออกจากคลับแล้ว ลูกค้าจะไปไหนต่อ ?
เมื่อมอง Journey แบบนี้ Salone ก็เห็น Opportunity ใหม่ ๆ ที่อยู่รอบธุรกิจหลัก
ตัวอย่างเช่น Homerun Izakaya ร้านอิซากายะที่อยู่ในตึกเดียวกับ Salone และเปิดยาวตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงประมาณตี 5
ทำให้สามารถรองรับได้ทั้งคนที่อยากกินอาหารก่อนเข้า Salone และคนที่อยากหาอะไรกินต่อหลังเที่ยวเสร็จ
รวมถึงยังมีแนวคิดพัฒนา Community Space พื้นที่สำหรับรองรับลูกค้าได้ตั้งแต่ช่วงกลางวัน เช่น การมานั่งดื่มกาแฟ ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการดื่ม Pre-Drinking ก่อนเข้าร้าน เพื่อเตรียมตัวสำหรับ Nightlife ในช่วงค่ำ
พูดง่าย ๆ คือ แทนที่จะถามแค่ว่า ทำอย่างไรให้ลูกค้าใช้เงินใน Salone มากขึ้น ?
Salone กำลังมองกว้างกว่านั้นว่า ตั้งแต่ลูกค้าออกจากบ้านจนกลับบ้าน มีช่วงเวลาไหนบ้างที่เราสามารถเข้าไปตอบโจทย์เขาได้ ?
และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Salone พยายามสร้าง Ecosystem ที่กิน Customer Journey ของลูกค้าให้ได้ตั้งแต่กลางวัน ไปจนถึงตี 5
ซึ่งเป็นวิธีคิดเดียวกับธุรกิจอื่น ๆ ที่พยายามขยายตัวเองจากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การครอบครองช่วงเวลา ของลูกค้าให้ได้มากขึ้นนั่นเอง..