วิธีตั้งราคาแบบ Price Ladder เทคนิคอัปเซล ให้ลูกค้าอยากซื้อตัวแพง จากเคส iPad

วิธีตั้งราคาแบบ Price Ladder เทคนิคอัปเซล ให้ลูกค้าอยากซื้อตัวแพง จากเคส iPad

24 ก.พ. 2026
วิธีตั้งราคาแบบ Price Ladder เทคนิคอัปเซล ให้ลูกค้าอยากซื้อตัวแพง จากเคส iPad | BrandCase
-หลายคนอาจจะมีประสบการณ์ อยากได้ iPhone หรือ iPad ตั้งใจไปแล้วว่าจะซื้อตัวเริ่มต้น แต่พอไปลองเล่น ๆ ดู สรุปจบที่ซื้อตัว Pro แพงสุดออกมา
ที่เป็นแบบนี้ ส่วนหนึ่งเพราะ Apple มีวิธีตั้งราคา ที่เล่นกับตรรกะความคิดของเรา ให้ยอมจ่ายเพิ่ม เป็นขั้น ๆ ไปเรื่อย 
เราเรียกเทคนิคนี้ว่า Price Ladder
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
-Price Ladder = การตั้งราคาแบบขั้นบันได
ขั้นแรก คือเริ่มจากเสนอสินค้าในราคาที่จับต้องได้ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มออปชันเสริม ไปทีละนิด ๆ ให้ลูกค้าเห็นคุณค่าและตัดสินใจอัปเกรดขึ้นไป เหมือนการไต่บันไดทีละขั้น
จริง ๆ แล้วต้องเล่าว่า Apple ก็ใช้วิธีนี้กับหลายสินค้า ทั้ง iPhone หรือ MacBook
แต่ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดที่สุดก็คือ iPad เพราะมีรุ่นย่อยที่ความห่างของราคาในแต่ละโมเดลไม่มากเกินไป และเพียงพอที่จะทำให้ลูกค้าอยากอัปเกรด
ถ้าเราดู iPad Gen 11 ที่เป็นรุ่นเริ่มต้น (มีเฉพาะหน้าจอขนาด 11 นิ้ว) ราคาจะอยู่ที่ 12,900 บาท
มาพร้อมความจุ 128GB แต่ความจุเท่านี้กับแอปต่าง ๆ ในปัจจุบัน ก็คงจะไม่เพียงพอสำหรับบางคนแล้ว
พอเป็นแบบนี้ เราก็จะหันไปดู iPad Gen 11 ความจุ 256GB ที่มีราคา 16,900 บาท
เพื่อให้ใช้งานได้ยาว ๆ
แต่คิดอีกที เดี๋ยวนี้ Apple ก็มี Apple Intelligence 
ที่จะเข้ามาช่วยให้ iPad ฉลาดขึ้น ทำงานได้ครบขึ้น 
ถ้าเลือก iPad Gen 11 ก็จะใช้ระบบ AI ของ Apple ไม่ได้เพราะชิปแรงไม่พอ
พอดูส่วนต่างราคาของ iPad Air ที่เริ่มต้น 21,900 บาท กับรุ่นก่อนหน้านี้
ก็จะเจอว่า ถ้าเพิ่มเงินอีกแค่ 5,000 บาท เราจะได้ iPad Air ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันที่เหนือกว่า เช่น
- ชิป M3 ที่รองรับ Apple Intelligence รองรับการตัดต่อวิดีโอ หรือเล่นเกมหนัก ๆ ได้ลื่นไหลกว่า
- ดิไซน์เรียบหรู น้ำหนักเบากว่า
- หน้าจอมีสารเคลือบกันแสงสะท้อน ทำให้มองเห็นได้สบายตากว่า
แต่ iPad Air ที่เริ่มต้น 21,900 บาท ก็มีความจุแค่ 128GB เท่านั้น กลับไปปัญหาเดิมที่เจอตอนแรก
ถ้าจะเพิ่มความจุเป็น 256GB ราคาจะขยับขึ้นมาที่ 25,900 บาท
และใน iPad Air ก็ยังมีขนาดหน้าจอให้เลือก 2 แบบ 
ถ้าอยากได้จอใหญ่ขึ้นจาก 11 นิ้ว เป็น 13 นิ้ว ราคาจะอยู่ที่ 32,900 บาท
ถึงตรงนี้ งบที่ตั้งไว้ตอนแรกก็เริ่มบานปลาย จากหมื่นต้นทะลุมาเป็นสามหมื่นต้นแล้ว 
สำหรับลูกค้าที่พาตัวเองมาไกลขนาดนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกคน คงบอกได้ว่าคือกลุ่มที่เน้นประสบการณ์การใช้งาน
ซึ่ง Apple ก็เข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว แถมยังมีวิธีกระตุ้นให้ลูกค้า ก้าวขึ้นขั้นบันได ได้สูงขึ้นอีก
วิธีนั้นก็คือ iPad Pro ที่เริ่มต้น 35,900 บาท (หน้าจอ 11 นิ้ว / มาพร้อมความจุเริ่มต้นที่ 256GB เลย) หรือเพิ่มอีกแค่ 3,000 บาท จาก iPad Air ขนาด 13 นิ้ว นั่นเอง
การทิ้งช่องว่างไว้ให้ห่างแค่ 3,000 บาท เลยทำให้ลูกค้าต้องเลือกระหว่าง ขนาดหน้าจอ หรือ ความล้ำของเทคโนโลยี
กระตุ้นให้เกิดความคิดประมาณว่า
“ถ้าเลือกรุ่น Air จอใหญ่ แต่ได้หน้าจอเกรดธรรมดา.. และชิปที่ไม่ใช่รุ่นล่าสุด จะเสียดายทีหลังหรือเปล่า ?”
ในเชิงจิตวิทยาการตลาด ความคิดแนวนี้เรียกว่า Regret Aversion 
พูดง่าย ๆ ก็คือความรู้สึกที่ว่า “รู้งี้เลือกแบบนั้นดีกว่า” 
โดย iPad Pro ตัวเลือกที่ดูเซฟที่สุดจะมีฟังก์ชันที่จัดเต็ม เช่น
- ชิปเจเนอเรชันล่าสุดอย่าง M5 เร็ว แรงแบบเหนือชั้น
- หน้าจอ ProMotion 120Hz เลื่อนจอได้ลื่นไหลเป็นพิเศษ
- มีไมค์เกรดสตูดิโอ พร้อมลำโพง 4 ตัว
แน่นอนว่า iPad Pro มีขนาดความจุให้เลือกถึง 4 ระดับ เริ่มต้นจาก 35,900 บาท 
ไต่ไปจนถึง 72,900 บาทในรุ่นความจุ 2TB เลยทีเดียว
และนี่ก็คือตัวอย่างกลยุทธ์ Price Ladder ผ่านเคสของ iPad ที่สะท้อนให้เห็นว่า 
การอัปเซลลูกค้าไม่จำเป็นต้องลดราคา แต่ต้องทำให้ลูกค้าเกิดความลังเล ให้พวกเขาตัดสินใจด้วยตัวเอง 
ส่วนใครจะหยุดอยู่บันไดขั้นไหน อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ขั้นล่างสุดหรือขั้นบน เราก็เข้ามาอยู่ในบ้านของ Apple เรียบร้อยแล้ว..
References
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.