วิเคราะห์ “Personalised Learning เรียนแบบเลือกเอง” ที่ทำให้ LSP School มีนักเรียนเพิ่มขึ้นสูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน

วิเคราะห์ “Personalised Learning เรียนแบบเลือกเอง” ที่ทำให้ LSP School มีนักเรียนเพิ่มขึ้นสูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน

26 มี.ค. 2024

LEARN Corporation X BrandCase
LEARN Corporation มีผู้ก่อตั้งคือ คุณสาธร อุพันวัน และคุณสุธี อัสววิมล หรือที่รู้จักกันในชื่อ พี่โหน่ง OnDemand และหนึ่งในธุรกิจของ LEARN Corporation คือธุรกิจบริหารโรงเรียนเอกชน
ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม หรือ LSP (LEARN Satit Pattana) อยู่ภายใต้การบริหารงาน ของ LEARN Corporation
โดยหลังจากที่ LEARN Corporation เข้ามาบริหารได้เพียงแค่ 4 ปี ด้วยรูปแบบโมเดลการเรียนที่เรียกว่า “Personalised Learning” ทำให้โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนมัธยมจากเดิมประมาณ 185 คน กลายเป็นเกือบ 1,000 คน
แล้วโมเดล Personalised Learning ที่ว่าคืออะไร ?
และ LEARN Corporation ทำให้นักเรียนเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ ได้อย่างไร ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา หรือชื่อเดิมคือโรงเรียนสาธิตพัฒนา เป็นโรงเรียนเอกชนในไทย
ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2550 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน
จนกระทั่งในปี 2562 LEARN Corporation บริษัท EdTech สัญชาติไทย ก็ได้เข้ามาบริหารฝ่ายมัธยม
และชื่อโรงเรียนสาธิตพัฒนาก็ถูกเปลี่ยนเป็น โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา หรือ LSP School
สำหรับจุดเริ่มต้นของโรงเรียน คุณเศรษฐพล ไกรคุณาศัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา ได้เล่าให้ฟังว่า “ด้วยความที่เราเชี่ยวชาญในการทำสถาบันกวดวิชามาก่อน จึงทำให้เข้าใจความต้องการของเด็กนักเรียน และเห็นช่องว่างของระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างดี
เพราะจากที่ผ่านมา เด็กส่วนใหญ่ที่มาเรียนกวดวิชากับเรา เขาใช้เวลาน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาที่เรียนในโรงเรียน แต่กลับสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและคณะที่ต้องการได้
ดังนั้นเราจึงตั้งโจทย์ว่า ถ้าเราจะทำโรงเรียนมัธยมสักแห่ง ต้องเป็นโรงเรียนที่ครบจบในที่เดียว โดยที่นักเรียนไม่ต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่ม”
จึงเป็นที่มาให้โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา นำแนวคิดการเรียนแบบ “Personalised Learning” เข้ามาใช้
โดยการเรียนแบบ Personalised Learning ที่ว่า คือการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล
ซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์การศึกษาที่มาแรง และกำลังได้รับความสนใจทั้งในผู้ปกครองและนักเรียนในยุคปัจจุบัน
โดยมีรูปแบบการเรียนคือ นักเรียนจะมีส่วนร่วมในการเลือกสิ่งที่จะเรียนได้ ตามความสนใจและเป้าหมายของตัวเอง
ซึ่งการเรียนแบบนี้จะเป็นรูปแบบการเรียนที่แตกต่างจากการเรียนในโรงเรียนทั่วไป
ที่จะมีเพียงไม่กี่หลักสูตรให้เลือกเรียน
“เรามองว่าการเรียนแบบเดิม ๆ ไม่ได้เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาตัวเองอย่างเต็มที่ จนบางครั้งเด็กก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไร ส่งผลให้เด็กไม่มีเป้าหมายในการเรียนที่ชัดเจน และทำให้ต้องแบกรับภาระการเรียนมากเกินความจำเป็น จนอาจมีความเครียดเพิ่มขึ้น”
และจากข้อมูล ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในปี 2566 พบว่า มีจำนวนเด็กซิ่วสอบใหม่ในปีที่ผ่านมามากถึง 75,536 คน ซึ่งถือว่าเป็นปีที่มีเด็กซิ่วสูงสุดนับตั้งแต่ ทปอ. เก็บคะแนนมา
ซึ่งตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการค้นหาตัวตนในวัยเรียนของเด็กไทยนั่นเอง
จากปัญหานี้เอง ทำให้โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา พัฒนาแผนการเรียน Personalised Learning ออกมาในรูปแบบของตัวเอง
ทำให้นับตั้งแต่ปีที่ LEARN Corporation เข้ามาบริหารโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา จำนวนนักเรียนมัธยมมีการเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีเพียง 185 คน กลายเป็นเกือบ 1,000 คน ในระยะเวลาเพียงแค่ 4 ปี
ซึ่งถ้าให้ BrandCase ลองวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้นักเรียนของโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา โตอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาเพียงแค่ 4 ปี
น่าจะมาจาก 4 จุดเด่นหลัก ๆ ที่แตกต่างจากโรงเรียนไทยทั่วไป ได้แก่
1. แนวการค้นหาตัวตน (Explorations)
โดยนักเรียนทุกคนจะได้ค้นหาตัวตนในแง่มุมต่าง ๆ ตามความสนใจ ความชอบ และความถนัด ผ่านการพูดคุยกับครูที่ปรึกษา
นอกจากนี้ โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนายังมี Key Tool ที่ช่วยให้เด็กค้นหาตัวตนเจอก่อนเรียนจบ เช่น การประเมิน RIASEC หรือการประเมินบุคลิกภาพและความถนัด โดยทีมครูจิตวิทยา ซึ่งจะมีการประเมินในทุก ๆ ปี หรือสมุดพกจิตวิทยาเชิงบวก เพื่อดูตัวตนและนิสัยของนักเรียน
“ข้อดี คือ เมื่อเราเห็นแนวทาง ลักษณะนิสัยของนักเรียนแต่ละคนแล้ว ก็พอจะประเมินได้ว่าเด็กคนนี้น่าจะชอบอะไร ถนัดอะไร และไม่ชอบทำสิ่งไหน
ซึ่งการประเมินทั้งหมดนี้ เราก็จะนำไปเป็นแนวทางในการออกแบบคำแนะนำ และแผนการเรียนเฉพาะนักเรียนแต่ละคนต่อไป”
รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเรียนตามความสนใจ ด้วยวิชาเลือกกว่า 40 วิชา ในหลากหลายด้าน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม I-Career Workshop ที่จะให้เด็กได้รู้จักอาชีพที่หลากหลาย ผ่านการสวมบทบาทตามสถานการณ์จำลอง และต่อยอดไปสู่การฝึกงานในสถานประกอบการต่าง ๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์จริงตามสายอาชีพที่สนใจ
2. หลักสูตรเอกสิทธิ์ของโรงเรียน (4 SUCCESS STEPS)
โดยโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา จะมีแผนการค้นหาตัวตนของนักเรียนที่เป็นเอกสิทธิ์ของโรงเรียนโดยเฉพาะที่เรียกว่า 4 SUCCESS STEPS ได้แก่
- รู้จักอาชีพ นักเรียนทุกคนจะได้ค้นหาตัวตนในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ความสนใจ ความชอบ และความถนัด ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายภายในโรงเรียน
- รู้คณะ รู้มหาวิทยาลัย หลังจากผ่านกิจกรรมค้นหาตัวตนในช่วงมัธยมต้นแล้ว นักเรียนจะได้เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวเส้นทางการศึกษามากมาย จากสถาบันพันธมิตร
เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักคณะและมหาวิทยาลัยทั้งในไทยและต่างประเทศ ก่อนตัดสินใจเลือกเป้าหมายและได้รับแผนการเรียนรายบุคคล ซึ่งจะมี IDP Advisor เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ
- รู้แผนการเรียนรายบุคคล ครูที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะเข้ามาพูดคุยเพื่อเข้าใจความต้องการของนักเรียน และนำเสนอแผนการเรียนรายบุคคลที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนในแต่ละคน
และ i-Plan Team จะจัดทำแผนการเรียน ตาม Career Track และจัด Workshop เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
- รู้ความพร้อม นักเรียนเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย โดยนักเรียนจะได้ทดลองการสอบเตรียมเข้าระดับมหาวิทยาลัย จำลองการสัมภาษณ์จริง เก็บคะแนน เตรียมพอร์ต
โฟลิโอ ตามคณะ สาขา และมหาวิทยาลัยที่นักเรียนวางแผนจะเข้าเรียน ทั้งในระบบประเทศและต่างประเทศ
3. ระดับภาษาเทียบเท่าโรงเรียนนานาชาติ (Language)
โดยโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนามีเป้าหมายที่จะให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผ่านหลักสูตรที่ได้มาตรฐานสากลอย่าง Cambridge International School
และการเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยนานาชาติและต่างประเทศ โดยการฝึกทำข้อสอบ IELTS พร้อมฝึกฝนการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ
รวมถึงการจัดซัมเมอร์แคมป์และกิจกรรมเวิร์กช็อปต่าง ๆ ร่วมกับ APPA ที่ปรึกษาในการเรียนต่อในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย
ซึ่งจากผลสอบ IELTS ของนักเรียนโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 7.0 ถือเป็นคะแนนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปของนักเรียนไทย และเป็นคะแนนที่สามารถใช้สมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศได้นั่นเอง
4. ความเข้มข้นทางด้านวิชาการและการสอบเข้า (Academic Rigour and Matriculation)
ปัจจุบันโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา มี 3 หลักสูตรด้วยกัน ได้แก่ Signature Programme, International Signature Programme
และหลักสูตรใหม่ล่าสุด International Programme (US Dual Diploma) หลักสูตรควบ 2 วุฒิการศึกษา ที่เกิดจากการลงนามความร่วมมือกับโรงเรียน Washington Academy ประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งในหลักสูตรนี้ผู้เรียนจะได้รับวุฒิ High School Diploma ควบคู่กับวุฒิการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
และเมื่อขึ้นมัธยมปลาย นักเรียนทุกคนจะสามารถเลือกแผนการเรียนตามที่ตัวเองสนใจได้
โดยมี 4 Career Track หรือแผนการเรียนให้เลือกทั้ง 4 แผน ได้แก่
Track 1 : General Health Science เหมาะสำหรับนักเรียนที่สนใจด้านวิทยาศาสตร์และสุขภาพ
Track 2 : Engineering & Technology เหมาะสำหรับนักเรียนที่สนใจด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี
Track 3 : Commercial Arts เหมาะสำหรับนักเรียนที่สนใจด้านศิลปะ ดนตรี และการออกแบบ
Track 4 : Business เหมาะสำหรับนักเรียนที่สนใจด้านการบริหารธุรกิจและภาษาที่สาม
โดยน้องอากิ-ไทวิจิตร สิทธิสันต์ นักเรียนจากสาย Engineering Track
ที่สอบติดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหิดล คณะ Computer Engineering ปีการศึกษา 2567 ได้แชร์ประสบการณ์ในรั้วโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนาให้ฟังว่า
“ผมเคยกังวลการเรียนในวิชาเคมีที่ไม่เคยเรียน และวิชาที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ซึ่งผมไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลย และกังวลว่าจะตามเพื่อนไม่ทัน
แต่เพราะได้ Resource จากโรงเรียนอย่างคอร์สเรียนจาก OnDemand และได้รับการสนับสนุนจากเพื่อน ๆ และคุณครู จึงช่วยให้ผมตามทัน และเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยได้ทัน”
จากทั้งหมดที่เล่ามาก็พอจะทำให้เห็นแล้วว่า โมเดล Personalised Learning ที่โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนาได้พัฒนาขึ้นมานั้นมีความแตกต่างจากโรงเรียนไทยทั่วไป ทั้งในแง่ของการใส่ใจของคุณครูและนักจิตวิทยา ขั้นตอนการหาตัวตนของนักเรียน จุดเด่นด้านภาษา และหลักสูตรที่ตอบโจทย์ผู้เรียนแต่ละบุคคลได้
ซึ่งหลังจากที่นำโมเดล Personalised Learning มาใช้เพียงแค่ไม่กี่ปี ก็สามารถดึงดูดนักเรียนได้มากถึง 440%
และไม่ใช่แค่จำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น
แต่หากย้อนกลับมาดูที่ผลลัพธ์และความสำเร็จของนักเรียนในปีที่ผ่านมาของโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา
พบว่าในปีการศึกษา 2566 ที่ผ่านมา มีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 99% โดยในจำนวนนี้มี 70% ที่ผ่านตั้งแต่รอบ Portfolio และรอบ Quota
นอกจากนี้ยังพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครองมีความเข้าใจกันมากขึ้น เนื่องจากเด็กได้ค้นพบแนวทางที่เหมาะสมและมีความสุข ในขณะที่ผู้ปกครองได้มีโอกาสทำความเข้าใจถึงความต้องการและความถนัดของเด็ก
ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ ก็คงเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า การเรียนแบบ Personalised Learning ของโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา สามารถยกระดับการศึกษาไทย และช่วยให้เด็กไทยไม่ต้องแบกรับภาระการเรียนที่มากเกินความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว..
สำหรับใครที่สนใจ อยากติดตามรายละเอียดของโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lsp.ac.th, Facebook : LSP Learn Satit Pattana, LINE : @lspschool
© 2024 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.