
BCG Matrix แบ่งธุรกิจ 4 กลุ่ม เพื่อดูว่าตัวไหนควรไปต่อ หรือพอแค่นี้
26 ส.ค. 2026
เมื่อบริษัทมีสินค้าหรือธุรกิจหลายตัว สิ่งที่ต้องตัดสินใจคือ ตัวไหนควรทุ่มทรัพยากรเพื่อเร่งการเติบโต ตัวไหนควรรักษาไว้สร้างเงิน และตัวไหนควรลดบทบาทลง
โจทย์นี้เองนำไปสู่การพัฒนา BCG Matrix หรือ Growth-Share Matrix เครื่องมือจัดพอร์ตธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จนในช่วงรุ่งเรืองเคยถูกนำไปใช้โดยบริษัทราวครึ่งหนึ่งในกลุ่ม Fortune 500 และยังคงเป็นหนึ่งในแนวคิดพื้นฐานที่ใช้สอนในโรงเรียนธุรกิจทั่วโลก
BCG Matrix เกิดจากการพัฒนาร่วมกันของทีม Boston Consulting Group ก่อนที่ Bruce D. Henderson ผู้ก่อตั้ง BCG จะทำให้แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อปี 1970
เครื่องมือนี้ทำงานอย่างไร ? ช่วยให้บริษัทตัดสินใจได้อย่างไรว่า ธุรกิจไหนควรไปต่อ หรือพอแค่นี้ ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
BCG Matrix คือเครื่องมือใช้วิเคราะห์พอร์ตสินค้า แบรนด์ หรือหน่วยธุรกิจ ผ่าน 2 ปัจจัย ได้แก่
- ส่วนแบ่งตลาดเชิงเปรียบเทียบ
เพื่อดูความแข็งแกร่งของธุรกิจเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายใหญ่ที่สุด
- การเติบโตของตลาด
เพื่อดูว่าตลาดกำลังขยายตัวเร็วแค่ไหน
เมื่อนำ 2 ปัจจัยมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะแบ่งธุรกิจได้เป็น 4 กลุ่ม
1. Stars ส่วนแบ่งสูง ตลาดโตเร็ว
เป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดเติบโตสูง และมีสถานะเป็นผู้นำ แม้สร้างรายได้มาก แต่ก็ต้องลงทุนต่อเนื่องเพื่อขยายธุรกิจและรักษาส่วนแบ่งตลาด
กลยุทธ์สำคัญคือ ลงทุนต่อเพื่อรักษาความเป็นผู้นำ เพราะเมื่อการเติบโตของตลาดชะลอลง Stars อาจพัฒนาเป็น Cash Cows ได้
2. Cash Cows ส่วนแบ่งสูง ตลาดโตช้า
เป็นธุรกิจที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูง แม้ตลาดเริ่มอิ่มตัว จึงไม่ต้องลงทุนเพื่อขยายตัวมาก แต่ยังสร้างกำไรและกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ
กลยุทธ์คือ รักษาความแข็งแกร่งและบริหารต้นทุน พร้อมนำเงินสดที่ได้ไปสนับสนุนธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า
3. Question Marks ส่วนแบ่งต่ำ ตลาดโตเร็ว
เป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดมีอนาคต แต่ยังไม่ได้เป็นผู้นำ จึงต้องใช้เงินลงทุนสูงเพื่อสร้างแบรนด์และแย่งส่วนแบ่งตลาด
บริษัทต้องพิจารณาว่า ควรลงทุนต่อ เพื่อผลักดันให้เป็น Stars หรือหยุดลงทุน หากมองแล้วว่าโอกาสแข่งขันมีไม่มากพอ
4. Dogs ส่วนแบ่งต่ำ ตลาดโตช้า
เป็นธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ และอยู่ในตลาดที่ขยายตัวน้อย จึงมักสร้างผลตอบแทนได้ไม่มาก
กลยุทธ์โดยทั่วไปคือ ลดการลงทุน ปรับโครงสร้าง ขาย หรือยุติธุรกิจ แต่บางกรณีอาจเก็บไว้ หากยังมีกำไรหรือมีความสำคัญต่อธุรกิจอื่น
BCG Matrix จึงช่วยให้บริษัทเห็นว่า แต่ละธุรกิจควรได้รับทรัพยากรและใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้พิจารณาเพียง 2 ปัจจัย จึงควรใช้ร่วมกับข้อมูลด้านกำไร กระแสเงินสด ความได้เปรียบในการแข่งขัน และทิศทางของตลาด
เพราะพอร์ตธุรกิจที่ดี ต้องมีทั้งธุรกิจที่สร้างเงินในวันนี้ และธุรกิจที่พร้อมเติบโตในอนาคตด้วย..
Reference