
รู้จัก โดเช่ แบรนด์เจลาโต ที่ตั้งใจ ลดราคา มาตั้งแต่เปิดร้าน
7 ส.ค. 2026
- ถ้าใครเคยเดินผ่านร้าน Dolce Gelatino หรือชื่อที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า โดเช่
หนึ่งในภาพที่น่าจะคุ้นตากันดี คือป้ายโปรโมชันลดราคาที่ติดอยู่บริเวณหน้าร้าน
จนหลายคนอาจสงสัยว่า การลดราคาอยู่บ่อย ๆ แบบนี้
เป็นเพียงกิมมิกทางการตลาด หรือเป็นเพราะร้านใช้วัตถุดิบราคาถูกกันแน่ ?
แต่คำตอบคือไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
เพราะเบื้องหลังป้ายลดราคาของโดเช่ คือความตั้งใจที่จะทำให้เจลาโตเป็นของที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ และสามารถแวะมาซื้อกินได้บ่อยขึ้น
แล้วแนวคิดนี้มีที่มาอย่างไร ?
BrandCase จะสรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
จุดเริ่มต้นมาจาก คุณชิม เจ้าของร้าน ได้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษในปี 2016
ระหว่างที่เรียนอยู่ คุณชิมได้มีโอกาสตระเวนชิมเจลาโตหลาย ๆ เจ้าตอนไปเที่ยวทั่วยุโรป
และด้วยความที่เป็นคนชอบกินไอศกรีมอยู่แล้ว คุณชิมจึงหยิบเอาเรื่องนี้มาทำเป็นโปรเจกต์จบ ด้วยการเปิดร้านไอศกรีมที่ประเทศไทย
เมื่อกลับมาไทย คุณชิมจึงได้ศึกษาตลาดไอศกรีมเจลาโตในประเทศอย่างจริงจัง
และพบว่า Pain Point ของตลาดเจลาโตในไทยตอนนั้น คือ ราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะซื้อกินได้บ่อย ๆ
คุณชิมจึงอยากทำแบรนด์เจลาโตที่คนไทยเข้าถึงง่าย ในราคาที่ไม่แพง เลยตัดสินใจเข้าไปซื้อกิจการแบรนด์ Dolce Gelatino มาจากเจ้าของเดิม
แต่โจทย์ยากคือ ราคามาตรฐานที่แบรนด์เดิมทำไว้ค่อนข้างสูง จะปรับลดราคาหน้าตู้ลงมาดื้อ ๆ ก็ทำได้ยาก
วิธีแก้เกมของคุณชิมคือ การจัดโปรโมชัน ลดราคา แบบลากยาว
เพื่อปรับราคาขายจริงให้ถูกลง จนใคร ๆ ก็สามารถแวะมากินได้บ่อยตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
ซึ่งในช่วงแรกคุณชิมได้จ้างเชฟจากอิตาลีมาผลิตให้ แต่กลับพบว่าต้นทุนบานปลายจนร้านแทบไม่มีกำไร
เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้คุณชิมจึงไปตระเวนเรียนทำเจลาโตด้วยตัวเอง ทั้งจากเชฟอิตาลีและเชฟไทย เพื่อนำมาพัฒนาสูตรเองทั้งหมด ทำให้ช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ไปได้มาก
นอกจากนี้ยังลงทุนนำเข้าเครื่องปั่นไอศกรีมระดับโลกจากอิตาลี อย่างแบรนด์ Carpigiani และ Frigomat มาใช้
เพื่อคุมคุณภาพเนื้อสัมผัสให้ได้มาตรฐานเจลาโตแท้ ๆ พร้อมกับปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทยที่สุด ซึ่งบางรสชาติแทบไม่มีกำไรเลยด้วยซ้ำ
และการจัดโปรโมชัน ลดราคาแบบลากยาว ก็ส่งผลมาถึงอัตรากำไรของบริษัท ที่สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านผลประกอบการ ของ บริษัท มิลาโน่ ไอศกรีม จำกัด เจ้าของร้านโดเช่
ปี 2568 รายได้ 29.1 ล้านบาท กำไร 3.4 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 11.7%
แม้ตัวเลขจากปีเดียวจะยังบอกไม่ได้ว่าโปรโมชันลดราคาส่งผลต่อกำไรมากน้อยเพียงใด เพราะยังมีต้นทุนด้านอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่อัตรากำไรดังกล่าวก็ช่วยให้เห็นภาพว่า โดเช่ พยายามหาจุดสมดุลระหว่างราคาที่ลูกค้าเข้าถึงได้ คุณภาพสินค้าที่ต้องรักษา และกำไรที่เพียงพอให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ
ดังนั้น ป้ายลดราคาของโดเช่ จึงเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจที่เริ่มจากการเข้าใจ Pain Point ของตลาด แล้วค่อยปรับทั้งราคา กระบวนการผลิต และโครงสร้างต้นทุนให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
สอดคล้องกับความตั้งใจของคุณชิม เจ้าของ Dolce Gelatino ที่จะทำให้เจลาโตเป็นของที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ และสามารถแวะมาซื้อกินได้บ่อยขึ้นนั่นเอง..