
นนท์ เบเกอรี่ ร้านขนมปังตำนาน 44 ปี มีรายได้ 80 ล้าน
3 ส.ค. 2026
ร้านขนมปังเล็ก ๆ ริมท่าน้ำนนทบุรีร้านหนึ่ง เปิดขายมานานกว่า 40 ปี
ทุกวันนี้ธุรกิจเติบโต มีเมนูขนมหลายร้อยเมนู และหนึ่งในเมนูขายดีที่สุดก็คือ เอแคลร์ ที่ขายได้ถึง 10,000-20,000 ลูกต่อวัน
ปัจจุบันร้านนี้มีรายได้เกือบ 80 ล้านบาท
ร้านนี้ชื่อว่า นนท์ เบเกอรี่
ร้านขนมปังร้านนี้ทำอย่างไร ถึงอยู่มานานขนาดนี้ โดยไม่ต้องพึ่งกระแส ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
จุดเริ่มต้นของนนท์ เบเกอรี่ มาจากคุณผกา กาศยปนันทน์ แม่ค้าขายน้ำพริกเผา ที่วันหนึ่งเธอลองเอาน้ำพริกเผาไปฝากขายตามร้านเบเกอรี
และนั่นเอง ที่ทำให้เธอสังเกตอย่างหนึ่งว่า ร้านเบเกอรีมีเงินสดหมุนเวียนเข้ามาทุกวัน จากการที่รับเงินจากลูกค้าเป็นเงินสด
ปี 2525 เธอจึงตัดสินใจเปิดร้านนนท์ เบเกอรี่ ขึ้นมา
โดยมีจุดขายของร้านคือ ไส้ขนมที่อร่อยเข้มข้น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของร้านมาจนถึงทุกวันนี้
มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด มันเกิดขึ้นตอนที่ทายาทรุ่นที่ 2 อย่างคุณสมพบ กาศยปนันทน์ เข้ามารับช่วงต่อ
เขาเรียนจบด้านพลศึกษา ไม่มีพื้นฐานเรื่องเบเกอรีมาก่อนเลย เพราะเขายังไม่ได้สนใจธุรกิจของครอบครัวมากนัก
แม้จะเห็นการทำธุรกิจเบเกอรีจากคุณแม่มาตลอดหลายสิบปี แต่พอต้องลงมือทำจริง เขาแทบไปไม่เป็น
นั่นทำให้เขาต้องเริ่มเรียนรู้ธุรกิจเบเกอรี ตั้งแต่ต้นแทบทั้งหมด
สิ่งแรกที่เขาทำ คือบินไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย เพื่อกลับมาสอบเข้าคอร์สเบเกอรี ที่โรงเรียนวิชาการโรงแรมแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล
ซึ่งหลักสูตรนี้ เป็นใบเบิกทางพาเขาเข้าสู่โลกของเบเกอรีได้สำเร็จ
ก่อนที่ต่อมา เขาจะกลับไปที่ออสเตรเลียอีกครั้ง เพื่อหาความรู้ด้านเบเกอรีเพิ่มเติมที่ Le Cordon Bleu อีก 1 ปี จนเพิ่มพูนความรู้มากขึ้น
และสุดท้าย ก็กลับมาลงคอร์ส Baking Science ของ UFM ที่ไทย ซึ่งทำให้เขาเข้าใจคุณสมบัติของวัตถุดิบ จนสามารถปรับปรุงและพัฒนาสูตรขนมด้วยตัวเองได้สำเร็จ
เมื่อความรู้แน่นเต็มที่ คุณสมพบเข้ามารับช่วงกิจการต่อจากคุณแม่อย่างเต็มตัวในปี 2551
โดยลงทุนสร้างโรงงานใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น รวมถึงตัดสินใจรื้อสูตรขนมใหม่แทบทั้งหมด แต่ยังคงสูตรไส้ขนมของคุณแม่ไว้เหมือนเดิม
หนึ่งในไฮไลต์คือ การปรับสูตรเอแคลร์ จากนมข้นครีมเทียม เปลี่ยนมาเป็นนมสดแท้ พร้อมลดความหวานลง
ช่วงแรก ลูกค้าบ่นว่ารสชาติไม่เหมือนเดิม แต่คุณสมพบเลือกยืนยันคุณภาพต่อไป
คุณสมพบบอกว่า แม้ไส้เอแคลร์อาจจะไม่หวานมันเท่าเดิม แต่ลูกค้าจะกินได้มากขึ้น และด้วยความที่คุณภาพดี จนสามารถทดแทนรสชาติเดิมที่ลูกค้าคุ้นเคยได้
ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ยอดขายเอแคลร์พุ่งจาก 1,000-2,000 ลูก เป็น 10,000-20,000 ลูกต่อวัน
นอกจากนี้ นนท์เบเกอรี่ ยังมีขนมขึ้นชื่อของทางร้านอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ขนมปังหน้าหมูสับไข่เค็ม ขนมปังไส้หมูแดง ขนมปังไส้ไก่ พายไก่ ทอฟฟี่เค้ก คุกกี้แมคคาเดเมีย
รวมแล้วกว่า 300 เมนู โดยจะสลับสับเปลี่ยนนำมาขายวันละประมาณ 150 เมนู
แล้วอะไรคือ สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้ อยู่ได้ข้ามรุ่น โดยไม่ต้องพึ่งกระแส ?
คำตอบคือ แนวคิดที่ยึดถือมาตั้งแต่รุ่นแม่ซึ่งก็คือ เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงมาทำขนม แต่ขายในราคาที่จับต้องได้ง่าย
คุณสมพบเล่าถึงคำสอนของคุณแม่ไว้ว่า ทำขนม 100 ชิ้น กำไรชิ้นละ 1 บาท แต่ขายหมด ดีกว่าตั้งราคาแพง แล้วขายได้แค่ครึ่งเดียว
เพราะนอกจากจะเสียของแล้ว ยังเสียกำลังใจคนทำด้วย
แนวคิดนี้ ทำให้ร้านวางตำแหน่งตัวเองให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ ด้วยขนมคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็น คนทำงานทั่วไป ผู้สูงอายุ หรือพนักงานออฟฟิศ
บวกกับอีกส่วนที่สำคัญ คุณสมพบเลือกบริหารแบบไม่เร่งโตมากเกินไป จนคุมคุณภาพไม่ได้ แต่ค่อย ๆ ปรับปรุงหน้าร้านและระบบโรงงานให้ทันสมัยขึ้น
จนปัจจุบัน มีการขายค้าปลีกค้าส่ง ผ่านหน้าร้าน 4 สาขา ในจังหวัดนนทบุรี รวมถึงช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์ และรับจัดขนมงานเลี้ยงสัมมนาด้วย
แล้วร้านนนท์ เบเกอรี่ ขายดีแค่ไหน ?
หากลองไปดูผลประกอบการของบริษัทในเครือของแบรนด์ นนท์ เบเกอรี่ พบว่า
บริษัท นนท์ เบเกอรี่ จำกัด
ปี 2566 รายได้ 37 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 49 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 51 ล้านบาท
บริษัท โอ้มายกุ๊ก จำกัด
ปี 2566 รายได้ 26 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 27 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 28 ล้านบาท
จะเห็นว่า บริษัทในกลุ่มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนปีล่าสุดมีรายได้รวมกันเกือบ 80 ล้านบาท
ซึ่งหากลองนำรายได้มาหารต่อจำนวนสาขาแล้ว รายได้เฉลี่ยต่อ 1 สาขาต่อปี จะอยู่ที่เกือบ 20 ล้านบาทเลยทีเดียว
จากเรื่องนี้ นอกจากแนวคิดและแนวทางการบริหารข้างต้นแล้ว
อีกสิ่งที่ทำให้ นนท์ เบเกอรี่ ประสบความสำเร็จคือ วิธีต่อยอดจาก Legacy ของธุรกิจที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
โดยการเปลี่ยนจากการทำขนมแบบอาศัยรสมือและประสบการณ์ มาเป็นใช้หลักวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยควบคุมมาตรฐาน
เพื่อทำให้สามารถผลิตซ้ำ ๆ ได้ในปริมาณมากขึ้น โดยไม่เสียคุณภาพ
นี่คือจุดที่ทำให้แตกต่างจากร้านเบเกอรีเก่าแก่อื่น ๆ ที่มักเลือกทางใดทางหนึ่ง
ร้านที่รักษาสูตรดั้งเดิมไว้เหนียวแน่น มักขยายธุรกิจไม่ได้ เพราะติดข้อจำกัดเรื่องฝีมือคน
ร้านที่ปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมเต็มตัว มักเสียเอกลักษณ์ จนลูกค้าหายไป
แต่นนท์ เบเกอรี่ เลือกทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ผลลัพธ์คือ ร้านที่ยังขายของเดิม แต่ขายได้มากขึ้นหลายเท่ากว่าเดิม โดยยังคงตัวตนของแบรนด์ไว้ได้
ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้หลาย ๆ ธุรกิจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้เป็นอย่างดี..
References