LINE MAN ประเทศไทย ทำกำไรได้แล้ว เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

LINE MAN ประเทศไทย ทำกำไรได้แล้ว เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

22 พ.ค. 2026
-ผลประกอบการของ บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด
ปี 2562 รายได้ 50 ล้านบาท ขาดทุน 157 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 1,066 ล้านบาท ขาดทุน 1,115 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 4,140 ล้านบาท ขาดทุน 2,387 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 7,803 ล้านบาท ขาดทุน 2,731 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 11,634 ล้านบาท ขาดทุน 254 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 16,174 ล้านบาท ขาดทุน 356 ล้านบาท
โดย บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2562
และหากเรานำตัวเลขผลขาดทุนมารวมกัน ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2567 จะพบว่า LINE MAN ประเทศไทย ขาดทุนสะสมรวม 7,000 ล้านบาท
แต่ล่าสุดในปี 2568 บริษัทมีรายได้ 19,614 ล้านบาท กำไร 542 ล้านบาท
ซึ่งถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นมา
แม้ว่า หากเราคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ จะอยู่ที่เพียงราว 2.8% ซึ่งดูเหมือนน้อย
แต่ในเลนส์ของธุรกิจแพลตฟอร์ม นี่คือหมุดหมายที่สำคัญมาก 
เพราะมันเป็นตัวพิสูจน์ว่า ตอนนี้ LINE MAN ประเทศไทย ได้ก้าวข้ามผ่านจุดคุ้มทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
คำถามที่น่าสนใจคือ LINE MAN ประเทศไทย พลิกเกมจากขาดทุนปีละหลายพันล้านบาท มากำไรได้อย่างไร ?
BrandCase วิเคราะห์ให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
1. พลังของธุรกิจแพลตฟอร์ม และ Network Effects
LINE MAN ประเทศไทย ไม่ได้ทำอาหารเอง ไม่ได้มีรถส่งของเอง แต่ทำหน้าที่สร้างพื้นที่ดิจิทัลหรือแพลตฟอร์มขึ้นมา เพื่อให้ 3 ฝ่าย คือ ร้านอาหาร, ไรเดอร์ และลูกค้า มาเจอกันและซื้อขายกันได้ง่ายที่สุด
ช่วงแรกอาจลงทุนลงแรงสร้างระบบสูงมาก แต่พอระบบมันเสร็จและอยู่ตัวแล้ว การจะรองรับลูกค้าจาก 100,000 คน ไปเป็น 1,000,000 คน ตัวแพลตฟอร์มอาจจะไม่มีต้นทุนอะไรเพิ่มขึ้นมากเหมือนช่วงตั้งไข่ 
ทำให้เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นมากจนถึงจุดหนึ่ง ก็จะสามารถถึงจุด Break-Even หรือคุ้มทุนได้
เคสของ LINE MAN ประเทศไทย
ในช่วงแรก ๆ จึงจำเป็นต้องยอมมี Burn Rate หรืออัตราการเผาเงินที่สูงมาก เช่น อัดโปรโมชันส่วนลดจูงใจลูกค้าให้มาใช้แพลตฟอร์ม 
แต่เมื่อแพลตฟอร์มเติบโตจนถึง จุดที่มีร้านค้ามากพอ ไรเดอร์หนาแน่น และผู้ใช้งานเกิดความคุ้นชินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
พอไรเดอร์เยอะ ส่งไว ร้านค้าใหม่ ๆ ก็ยิ่งอยากเข้ามาเปิดขายเพิ่มขึ้นอีก มันจะวนลูปเป็นงูกินหาง ดึงดูดกันไปมาเหมือนแม่เหล็ก ยิ่งเครือข่ายนี้ใหญ่เท่าไร ลูกค้าก็ยิ่งหนีไปใช้แอปคู่แข่งยากขึ้นเท่านั้น
พูดง่าย ๆ คือ เกิดผลของ Network Effects
และพอเป็นแบบนี้ แพลตฟอร์มก็ไม่จำเป็นต้องอัดเงินแจกส่วนลดอย่างบ้าคลั่งเพื่อแย่งชิงลูกค้าอีกต่อไป ส่งผลให้ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
2. การ Synergy ผ่าน LINE MAN Wongnai และ Ecosystem ที่ไม่มีใครเหมือน
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของแบรนด์เกิดขึ้นเมื่อมีการควบรวมกิจการระหว่าง LINE MAN ประเทศไทย และ Wongnai จนเกิดเป็น LINE MAN Wongnai 
การรวมร่างครั้งนั้นทำให้ LINE MAN ประเทศไทย ได้ฐานข้อมูลร้านอาหารและรีวิวที่แน่นมาก ๆ ในไทยจาก Wongnai
จนสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจระบบจัดการร้านอาหาร Wongnai POS ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการผูกปิ่นโตและเชื่อมโยงระบบหลังบ้านของร้านค้าเข้ากับแพลตฟอร์มโดยตรง
ได้อานิสงส์จากแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีคนไทยใช้งานมากกว่า 50 ล้านคน ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายกว่าและประหยัดค่าการตลาดไปได้มาก
3. จากยุค Growth สู่ยุค Optimization และบริการมาร์จินสูง
หากสังเกตตัวเลขผลประกอบการให้ดี จะพบว่า จุดเปลี่ยนสำคัญ เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ปี 2566 ที่รายได้ทะลุหมื่นล้านบาท แต่ตัวเลขขาดทุนกลับลดฮวบจาก 2,731 ล้านบาท เหลือเพียง 254 ล้านบาทเท่านั้น
เพราะ LINE MAN ประเทศไทย มาโฟกัสที่ประสิทธิภาพในการทำกำไรแทน
การนำเทคโนโลยี AI และ Machine Learning มาช่วยคำนวณเส้นทางและจับคู่งานให้ไรเดอร์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานต่อเที่ยว 
หันไปขยายธุรกิจที่ให้อัตรากำไรสูง เช่น โฆษณาสำหรับร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม ซึ่งร้านค้าเต็มใจจ่ายเพื่อให้ร้านของตนเองอยู่ในทำเลดิจิทัลที่มองเห็นง่ายขึ้น
การขยายบริการเสริมอื่น ๆ เช่น LINE MAN MART และบริการส่งพัสดุ เพื่อบริหารจัดการให้เกิดการใช้งานรถของไรเดอร์อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน ไม่ใช่แค่เฉพาะช่วงเวลา มื้อเที่ยง หรือ มื้อเย็น
ทำให้ล่าสุดปี 2568 LINE MAN ประเทศไทย ก็ถึงจุด Break-Even และเริ่มทำกำไรได้แล้ว 
โดยทำรายได้ 19,614 ล้านบาท และกำไร 542 ล้านบาท..
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.