ทำไม สุกี้ตี๋น้อย ให้เกษตรกร เอาผัก ผลไม้ มาตั้งขายฟรี ที่หน้าร้าน

ทำไม สุกี้ตี๋น้อย ให้เกษตรกร เอาผัก ผลไม้ มาตั้งขายฟรี ที่หน้าร้าน

25 มี.ค. 2026
-สุกี้ตี๋น้อย คือแบรนด์ที่จับทางได้ยากมาก ว่าจะใช้กลยุทธ์หรือการตลาดแบบไหนอีก และล่าสุดก็มีอะไรแปลก ๆ มาให้เห็นอีกแล้ว
คือ สุกี้ตี๋น้อย ประกาศในเพจเฟซบุ๊กว่า เปิดพื้นที่หน้าร้านให้เกษตรกรนำสินค้ามาวางขายได้ โดยไม่เก็บค่าเช่า ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ หรือสินค้า OTOP
ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เริ่มทำไปแล้วที่หน้าสาขาจังหวัดชัยนาท 
เช่น มีแจกมะม่วงพันธุ์ฟ้าลั่น จากสวนยายกี จังหวัดพิจิตร จำนวน 5 ตัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงเนื่องจากช่วงนี้ราคาตกต่ำ
หรือเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรเอาแตงโม พันธุ์คริมสัน มาขายราคากิโลกรัมละ 7 บาท
เรื่องนี้น่าสนใจ ว่าสุกี้ตี๋น้อย จะได้อะไรจากการทำแบบนี้ ?
BrandCase ชวนมาวิเคราะห์ดู
1. ไอเดียการทำ CSR ที่แทบไม่ต้องใช้งบ
-CSR หรือ Corporate Social Responsibility คือ กิจกรรมหรือโครงการที่องค์กรทำเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ปกติ CSR ของบริษัทใหญ่ ๆ ก็จะมีวิธีแตกต่างกันไป เช่น บริจาคเงินหรือสิ่งของ หรือกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์
แต่ในวันที่ราคาสินค้าเกษตรไทยหลาย ๆ อย่างกำลังตกต่ำ การทำแบบนี้ของ สุกี้ตี๋น้อย ที่เปิดพื้นที่หน้าร้านให้เกษตรกรวางขายสินค้าฟรีแบบไม่คิดค่าเช่า ก็ถือเป็นการทำ CSR รูปแบบหนึ่ง
และโมเดลการทำ CSR แบบนี้ น่าสนใจตรงที่แทบไม่ต้องใช้งบ
เพราะใช้พื้นที่หน้าร้าน ที่เป็นลานกว้าง สำหรับจอดรถ หรือรอคิวอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
อาจจะต้องลงแรงเรื่องจัดการสถานที่หรือดูแลสถานที่บ้างเล็กน้อย 
2. โอกาสดึงแทรฟฟิกคนมาหน้าร้าน
ในขณะเดียวกัน ของราคาถูกมากอย่างแตงโมกิโลกรัมละ 7 บาท ก็ไม่ได้มีหน้าที่แค่มาขายสินค้าในพื้นที่ของสุกี้ตี๋น้อยเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็นตัวดึงคน ให้เข้ามาที่หน้าร้านของสุกี้ตี๋น้อย
ลูกค้าบางส่วนอาจตั้งใจแค่มาซื้อผลไม้ราคาถูก 
แต่เมื่อมาถึงหน้าร้านแล้ว ก็มีโอกาสสูงที่จะตัดสินใจเข้าไปใช้บริการภายในร้านต่อ
ยิ่งมีคนเดินเข้ามาที่หน้าร้านมากขึ้นเท่าไร สุกี้ตี๋น้อยก็ยิ่งมีโอกาสดึงคนเข้าร้านได้มากขึ้น
ซึ่งในมุมการตลาด จะมีกลยุทธ์ที่เรียกว่า Loss-Leader คือยอมสละกำไรจากสินค้าบางอย่าง เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาหาแบรนด์ก่อน แล้วค่อยนำไปสู่การขายอย่างอื่นที่ได้กำไร
คล้าย ๆ ที่ Makro หรือ Lotus’s ตั้งราคาไก่ย่างถูก ๆ แบบขายไปแทบไม่ได้กำไร แต่ที่ได้แน่ ๆ คือดึงลูกค้าให้เข้ามาในห้างได้แล้ว
3. ได้พื้นที่บนโซเชียลมีเดีย แบบไม่ต้องใช้งบโฆษณา
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ แคมเปญนี้สามารถสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียได้เอง ไม่ว่าจะเป็นภาพของคนไปต่อคิวซื้อแตงโม หรือภาพเกษตรกรมาขายของหน้าร้านของสุกี้ตี๋น้อย ล้วนกลายเป็นคอนเทนต์ที่ถูกแชร์ต่อจำนวนมาก
ซึ่งคอนเทนต์นี้มีองค์ประกอบที่คนอยากแชร์ครบอยู่แล้ว เพราะมีทั้งความคุ้มค่าจากราคาสินค้าการเกษตรที่ดึงดูด ความรู้สึกดีจากการได้ช่วยเกษตรกร และภาพหน้างานจริงที่ทำให้เรื่องราวดูน่าเชื่อถือ
ทั้งหมดนี้ ทำให้แบรนด์ได้ Earned Media โดยแทบไม่ต้องใช้งบโฆษณาเพิ่ม
หรือถ้าวิเคราะห์ในมุมธุรกิจ นี่น่าจะเป็นโมเดลที่ Win กันทั้ง 3 ฝ่าย
- ฝ่ายเกษตรกร ได้พื้นที่ขายของฟรี โดยไม่เสียค่าเช่า ได้ขายตรงถึงผู้บริโภค โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และสามารถระบายผลผลิตได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด
- ฝ่ายผู้บริโภค ได้ซื้อของในราคาถูกลง และยังรู้สึกว่าได้ช่วยสนับสนุนเกษตรกรโดยตรง
- และฝ่าย สุกี้ตี๋น้อย ได้ Brand Awareness ภาพลักษณ์เชิงบวก และได้แทรฟฟิกคนมาหน้าร้าน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คน เข้ามาทานในร้านได้มากขึ้นด้วย
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.