รวม 5 วิธีธุรกิจ แบบ MK ที่เอาไปปรับใช้ สร้างธุรกิจของตัวเองได้

รวม 5 วิธีธุรกิจ แบบ MK ที่เอาไปปรับใช้ สร้างธุรกิจของตัวเองได้

18 มี.ค. 2026
จากร้านสุกี้ร้านแรกที่เปิดในเซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อ 40 ปีที่แล้ว กิจการนี้ยังคงรักษาความสม่ำเสมอ และยังมี Branding ที่แข็งแรง แข่งขันได้ในสมรภูมิร้านอาหารที่ดุเดือดมาจนถึงทุกวันนี้
ถ้าอยากดูวิธีการทำธุรกิจให้เป็นมาตรฐาน เครือ MK จะเป็นหนึ่งในเคสที่น่าสนใจ
[คุณธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือ MK จะมาเล่าวิธีทำธุรกิจให้ฟังที่งานผู้ประกอบการ บัตร 100 ที่นั่งสุดท้าย รีบจองก่อนเต็ม https://www.zipeventapp.com/e/The-Entrepreneur-Forum-2026]
นี่คือ 5 กลยุทธ์ธุรกิจสไตล์ MK ที่ไม่ว่าจะทำธุรกิจสเกลไหน ก็สามารถหยิบเอาวิธีคิดเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันให้ธุรกิจของเราได้
1. ทดลองตลาดทีละก้าว แล้วใช้ Data มาสเกลต่อ
ตอนที่ MK มาทำสุกี้บุฟเฟต์ในหลายสาขา ไม่ได้เปิดตัวบุฟเฟต์ราคา 299 บาท ทั่วประเทศในครั้งเดียว
แต่ใช้วิธีค่อย ๆ ทดสอบตลาด และใช้ข้อมูลจริงมาตัดสินใจ
ก่อนจะเป็นบุฟเฟต์เต็มตัว MK ทดลองทำแคมเปญ “หมูมาราธอน” และ “ซีฟู้ดมาราธอน” เพื่อดูฟีดแบ็กจากลูกค้า
เมื่อเห็นว่ากระแสตอบรับดี จึงนำเมนูยอดฮิตเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นบุฟเฟต์ 299 บาท
MK ยังใช้ฐานข้อมูล CRM ที่ได้จากการเป็นสมาชิกของลูกค้า มาวิเคราะห์พฤติกรรม จนพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ บางส่วนกลับมาทานซ้ำสูงถึง 300% บางคนมาทานถี่ระดับวันเว้นวัน
ขณะเดียวกันก็ทำ Social Listening แทร็กตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทำให้เห็นเสียงลูกค้าว่า หลายคนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อเมนูที่พรีเมียมกว่า
MK จึงต่อยอดเปิดตัว Premium Buffet ราคา 499, 699 และสูงสุด 899 บาท ที่เพิ่มเมนูให้เลือกกว่า 130 รายการ
-Key Takeaway จากตรงนี้ของเครือ MK คือ
อย่าทุ่มงบก้อนใหญ่กับไอเดียที่ยังไม่ผ่านการทดสอบ ลองทำโมเดลเล็ก ๆ ออกมาเทสต์ก่อน แล้วใช้ Data มายืนยัน หากตัวเลขบอกว่าเวิร์ก ค่อยเร่งลงทุน
2. ทำหลังบ้านให้แข็งแรง คู่แข่งจะสู้ยาก
เคสลงตลาดบุฟเฟต์ของ MK เลือกขยายลงมาเล่นตลาดบุฟเฟต์เต็มตัว ก็เมื่อมั่นใจว่า ระบบหลังบ้านของตัวเองแข็งแกร่งพอ
หัวใจสำคัญของ MK คือระบบ Supply Chain และครัวกลางที่ตั้งอยู่ย่านบางนา
เมื่อทำบุฟเฟต์ซึ่งมีความท้าทายเรื่องปริมาณและความสดของวัตถุดิบ MK จึงใช้จุดแข็งนี้ดึงผักจากฟาร์ม ล้างทำความสะอาดอย่างประณีต และส่งถึงสาขาได้ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
การขนส่งใช้รถควบคุมอุณหภูมิตลอดเส้นทาง เปรียบเสมือนตู้เย็นเคลื่อนที่
เมื่อระบบหลังบ้านพร้อมเต็มที่ MK จึงสามารถปูพรมเปิดโปรโมชันบุฟเฟต์พร้อมกันถึง 254 สาขาทั่วประเทศได้ทันที โดยที่คุณภาพไม่ตก
Key Takeaway จากตรงนี้ของเครือ MK คือ
ก่อนจะขยายธุรกิจหรือเปิดตัวโปรดักต์ที่ต้องใช้สเกลใหญ่ ควรตรวจสอบระบบปฏิบัติการและโลจิสติกส์หลังบ้านให้พร้อมก่อน
เพราะรากฐานที่แข็งแรงจะทำให้ธุรกิจสเกลได้เร็ว และทิ้งห่างคู่แข่งได้
3. สร้างป้อมปราการด้านพาร์ตเนอร์ และเทคโนโลยี
ความท้าทายของร้านบุฟเฟต์มีสองอย่างคือ “ของขาด” จนลูกค้าผิดหวัง
อีกอย่างคือ ของเหลือทิ้งมีมาก จนต้นทุนบาน
MK จัดการความเสี่ยงนี้ด้วยการรักษาความสัมพันธ์กับซัปพลายเออร์เดิมที่ทำงานร่วมกันมาเกือบ 30 ปี เพื่อรักษาคุณภาพและต้นทุนจาก Economies of scale
ขณะเดียวกันก็เปิดรับซัปพลายเออร์รายใหม่เข้ามาเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพของวัตถุดิบ
นอกจากนี้ MK ยังเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาช่วยคำนวณการสั่งของ แทนการคาดเดาจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว
ผลลัพธ์คือการคาดการณ์ที่แม่นยำขึ้น และลดปริมาณของเหลือทิ้งลงอย่างชัดเจน
Key Takeaway จากตรงนี้ของเครือ MK คือ
ความสัมพันธ์ที่ดีกับพาร์ตเนอร์คือแต้มต่อทางธุรกิจ และการใช้ Data หรือ AI มาช่วยบริหารสต็อก คือวิธีปิดรอยรั่วของต้นทุนในระยะยาว
4. ใช้นวัตกรรมเพื่อ ยกระดับคน ไม่ใช่แค่ ทดแทน
เช่นการใช้หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร ซึ่งก็ถือว่าเป็นการใช้นวัตกรรมในร้านอาหารที่หลายเจ้าทำกัน
จุดเริ่มต้นคือการแก้ปัญหาพนักงานไม่พอ แต่สิ่งที่ค้นพบคือ หุ่นยนต์ไม่ได้เข้ามาแทนมนุษย์ทั้งหมด แต่ช่วยแบ่งเบางานรูทีนหรือการยกของหนัก
ผลลัพธ์คือพนักงานมีเวลาไปโฟกัสกับงานบริการที่ต้องใช้ความใส่ใจและรอยยิ้ม ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ จนพนักงานหลายคนบอกว่า หากไม่มีหุ่นยนต์ช่วย งานก็จะหนักขึ้นมาก
Key Takeaway จากตรงนี้ของเครือ MK คือ
เทคโนโลยีและ Automation ไม่ได้มีไว้แทนคนเสมอไป แต่สามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมงานทำงานได้คล่องขึ้น และโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้ ซึ่งหุ่นยนต์มันทำตรงนี้ไม่ได้
5. สร้างความร่วมมือระหว่างทีม ปรับใช้ Kaizen Culture และเปิดพื้นที่ให้พนักงานสร้างนวัตกรรม
ปัจจุบันเครือ MK ไม่ได้มีเพียงแบรนด์เดียว แต่ยังมีทั้ง ยาโยอิ, แหลมเจริญซีฟู้ด
รวมถึง BONUS SUKI และ Hikiniku to Come ที่เป็นแบรนด์ใหม่ในเครือ
ในเชิงกลยุทธ์ MK วางตัวเองเป็นเหมือนพี่ใหญ่ ที่แชร์ระบบปฏิบัติการที่ทำแล้วเวิร์ก ให้กับแบรนด์ในเครือ
ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดซื้อ โลจิสติกส์ ศูนย์เทรนพนักงาน หรือครัวกลาง
ทำให้ไม่ต้องลงทุนสร้างระบบใหม่ซ้ำซ้อน ลดการทำงานแบบ Silo หรือแยกกลุ่มแยกแบรนด์กันทำ
ขณะเดียวกัน แต่ละแบรนด์ก็ยังรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ได้
ในระดับหน้างาน เครือ MK ยังขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรม Kaizen หรือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานทุกระดับ เสนอไอเดียพัฒนาการทำงานได้
นวัตกรรมหลายร้อยโปรเจกต์ที่ใช้จริงใน MK วันนี้ บางส่วนมาจากไอเดียของพนักงานหน้างาน ไม่ใช่การสั่งการจากผู้บริหารเพียงอย่างเดียว
Key Takeaway จากตรงนี้ของเครือ MK คือ
หากธุรกิจมีหลายแบรนด์ หลายยูนิต ควรหาแกนกลางที่แชร์ทรัพยากรร่วมกันได้ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
พร้อมกันนั้น ต้องสร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับไอเดียจากคนหน้างาน เพราะพวกเขาใกล้ชิดทั้งปัญหาและลูกค้ามากที่สุด
[คุณธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือ MK จะมาเล่าวิธีทำธุรกิจให้ฟังที่งานผู้ประกอบการ บัตร 100 ที่นั่งสุดท้าย รีบจองก่อนเต็ม https://www.zipeventapp.com/e/The-Entrepreneur-Forum-2026]
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.