เรียนเศรษฐศาสตร์ Sunk Cost Fallacy ต้นทุนค่าเสียดาย กับเคสธุรกิจ และตอนกินบุฟเฟต์

เรียนเศรษฐศาสตร์ Sunk Cost Fallacy ต้นทุนค่าเสียดาย กับเคสธุรกิจ และตอนกินบุฟเฟต์

3 ก.พ. 2026
ในโลกธุรกิจและในชีวิตประจำวัน หนึ่งในสิ่งที่หลายคนไม่ค่อยคิดถึงกัน คือต้นทุน “ค่าเสียดาย” หลายครั้งที่ต้นทุนนี้ ทำให้เราขาดทุน ทั้งในมุมตัวเลขการเงิน หรือในมุมเวลา หรือความรู้สึก
ในทางเศรษฐศาสตร์ จะมีคำว่า Sunk Cost Fallacy หรือ กับดักต้นทุนจม ที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดี
รายละเอียดของเรื่องนี้ เป็นอย่างไร ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
-Sunk Cost Fallacy อธิบายเรื่องการตัดสินใจทำอะไรต่อ เพราะรู้สึกเสียดายต้นทุนที่จ่ายไปแล้ว แต่ผลที่ได้กลับมา กลับไม่คุ้มค่า
เพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ ลองมาดูเคสตัวอย่าง บริษัทผลิตมันฝรั่งทอดกรอบ
-สมมติว่า บริษัทกำลังพัฒนาโปรเจกต์รสชาติใหม่ คือ วาซาบิน้ำผึ้ง
โดยบริษัทได้เริ่มโครงการไปแล้ว และมีค่าใช้จ่ายค่าวิจัยและพัฒนาสูตร ค่าจ้างออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่จ่ายไปแล้ว 2,000,000 บาท
เงินก้อน 2,000,000 บาท ที่ใส่ลงไปแล้วนี้ เรียกว่า Sunk Cost หรือ ต้นทุนจม
คือเงินที่จ่ายไปแล้ว และไม่มีทางเรียกคืนได้ ไม่ว่าเราจะตัดสินใจทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ต่อจากนี้
โดยก่อนจะเริ่มขายจริง บริษัทจะทำการนำสินค้าไปทดสอบตลาดก่อน เพื่อดูฟีดแบ็กจากกลุ่มลูกค้าตัวอย่าง
หลังจากทดสอบตลาดแล้ว ผลคือ ฟีดแบ็กไม่ค่อยเวิร์ก ลูกค้าเกิน 80% บอกว่าไม่ชอบรสชาตินี้ และถ้าวางขายจริงจะไม่ซื้อ
ตอนนี้ผู้บริหารมีทางเลือก 2 ทาง คือ
- ทางเลือกที่ 1 : หยุดโครงการทันที ซึ่งจะทำให้เสียเงินต้นทุนที่จมไปแล้ว 2,000,000 บาท แบบฟรี ๆ
- ทางเลือกที่ 2 : ดันสินค้าออกสู่ตลาด เพราะเสียดายเงินที่ลงทุนไปแล้ว
โดยถ้าเลือกทางเลือกที่ 2 บริษัทจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกอย่างน้อย 3,000,000 บาท เพื่อผลิตสินค้าขั้นต่ำ
ถ้าผลลัพธ์ที่ออกมาคือ
- บริษัทเลือกทางเลือกที่ 1 คือ หยุดทันที ก็จะขาดทุน 2,000,000 บาท
- ถ้าบริษัทเลือกทางเลือกที่ 2
บริษัทจะต้องจ่าย ต้นทุนจม 2,000,000 บาท + ต้นทุนใหม่ขั้นต่ำ 3,000,000 บาท
รวมเป็น 5,000,000 บาท
ถ้าสมมติผลิตออกมา แล้วขายไม่ดี ทำรายได้รวมไป 1,500,000 บาท
บริษัทก็จะมีรายได้ หักกับต้นทุน เท่ากับ 1,500,000 - (2,000,000 + 3,000,000) = -3,500,000 บาท
หรือก็คือ ขาดทุนจากโปรเจกต์นี้ 3,500,000 บาท
เทียบกับทางเลือกแรกที่ขาดทุน 2,000,000 บาท
จะเห็นว่า ถ้าบริษัทเลือกทางเลือกที่ 2 แล้วจบแบบนี้ จะขาดทุนมากกว่าเลือกหยุดตั้งแต่แรก ไป 1,500,000 บาท
นี่คือผลของการเสียดาย ต้นทุนจม นั่นเอง
หรืออีกกรณี Sunk Cost Fallacy ก็ใช้อธิบายเรื่องราวในชีวิตประจำวันของเราได้
ลองมาดูตัวอย่าง เราไปกินชาบูบุฟเฟต์ ราคา 659 บาท
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ จะมีคำว่า Marginal Utility หรือ อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม มาอธิบายเสริมเรื่องนี้เพิ่มเติม
Marginal Utility คือแนวคิดที่บอกว่า ระดับความพึงพอใจที่ได้รับจากการบริโภคหน่วยล่าสุด มากหรือน้อย แล้วพยายามตีออกมาเป็นมูลค่า หรือคะแนนเป็นตัวเลข
เช่นเคสกินบุฟเฟต์
-คำแรก ๆ คือช่วงฟิน แบบนี้เรียกว่า Positive Marginal Utility คือตอนที่หิวจัด ๆ แล้วกินบุฟเฟต์ ความพึงพอใจจะพุ่งสูงปรี๊ด สมมติว่าให้คะแนนความสุข 10/10 คะแนน
-คำกลาง ๆ เริ่มเฉย ๆ แบบนี้เรียกว่า Diminishing Marginal Utility คือพอกินไปสักพัก ความหิวเริ่มลดลง ความอร่อยยังมีอยู่แต่มันไม่ว้าว เท่าคำแรกแล้ว สมมติว่าให้คะแนนความสุข 5/10 คะแนน
-คำท้าย ๆ เริ่มทรมาน แบบนี้เรียกว่า Negative Marginal Utility คือพออิ่มจนท้องจะแตกแล้ว แต่ยังฝืนกินคำสุดท้ายเพื่อให้คุ้มเงิน
สุดท้ายความสุข เริ่มกลายเป็นความทรมานแทน สมมติว่าคะแนนความสุขติดลบ -5/10
ยิ่งเราอิ่มมาก ๆ แล้ว แต่ยังฝืนกินเข้าไปอีก เพราะรู้สึกว่าจ่ายต้นทุนจมเป็นค่าบุฟเฟต์ไปแล้ว ต้องกินให้เยอะที่สุด
หลายครั้งที่มันจะจบลงด้วยความรู้สึกว่า จากคุ้ม กลายเป็นไม่คุ้มเลย ไม่น่ากินจนหน้ามืดขนาดนี้ ไม่เอาอีกแล้ว พอแล้ว ยอมแล้ว
นี่ก็เป็นอีกคอนเซปต์ของ Sunk Cost Fallacy หรือการเสียดายต้นทุนจม ได้เหมือนกัน..
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.