
สรุปภาษีทุกรูปแบบ ที่คนทำมาค้าขายต้องรับผิดชอบ มีอะไรบ้าง ? กดเซฟไว้ได้เลย
4 ก.ย. 2026
ทำมาค้าขายจนร่ำรวย แต่โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง..
เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นประจำของพ่อค้าแม่ค้า โดยเฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ที่ไลฟ์สดขายของออนไลน์
เมื่อกรมสรรพากรตรวจพบ ว่าหน้าร้านหรือออนไลน์ที่ทำอยู่ มีแนวโน้มรายได้เกินแต่กลับไม่จด VAT และไม่ยื่นเสียภาษี
ผลที่ตามมาก็คือ การเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง พร้อมด้วยค่าปรับต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องสิ้นเนื้อประดาตัว จนอาจกลายเป็นบุคคลล้มละลายได้เลย
เพื่อไม่ให้พ่อค้าแม่ค้า หรือคนทำธุรกิจ ต้องติดกับดักทางภาษี
วันนี้ BrandCase จะมาสรุปภาษีทุกรูปแบบ
ที่คนประกอบอาชีพทำมาค้าขายต้องรู้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
พร้อมนำไปใช้งานได้จริงในโพสต์เดียวกับ 5 ข้อนี้ เริ่มจาก
1. การจดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT
ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือภาษีที่เก็บจากลูกค้า ที่ซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ
ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มนี้ พ่อค้า แม่ค้า หรือคนทำธุรกิจ จะมีหน้าที่เก็บจากลูกค้าแทนกรมสรรพากร
ในอัตราที่กฎหมายกำหนด คือ 7% ของยอดขาย
โดยธุรกิจทุกประเภทที่มียอดขาย (ซึ่งยังไม่หักค่าใช้จ่าย) มากกว่า 1,800,000 บาทต่อปี
จะมีหน้าที่ต้องยื่นขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ยอดขายเกิน
และถ้าเราเอาธุรกิจไปยื่นขอจดทะเบียน VAT แล้ว เราก็จะต้องยื่น VAT เพื่อส่งภาษีให้กับกรมสรรพากรทุกเดือน
ต่อให้บางปีเราทำมาค้าขาย และมีรายได้ไม่ถึง 1,800,000 บาท เราก็ยังคงต้องอยู่ในระบบ VAT และต้องส่งภาษีที่เก็บได้จากลูกค้า ให้กับกรมสรรพากรเหมือนเดิม
2. เมื่อร้านค้าของเราจด VAT เรียบร้อยแล้ว
ทีนี้เราจะต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เกิดจากการขายสินค้าให้เป็น
โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในแต่ละเดือน = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ
- โดยภาษีขาย เกิดจากเวลาที่ขายสินค้าให้กับลูกค้า
และเราจะต้องตั้งราคาขายสินค้า บวกภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วย
อย่างเช่น ถ้าเราต้องการขายสินค้า A ผ่านช่องทางออนไลน์ 100 บาท
เราจะต้องเก็บ VAT จากลูกค้า โดยบวกราคาขายไปอีก 7%
ดังนั้น ราคาสินค้าที่เราเก็บจากลูกค้า ก็จะถูกชาร์จเพิ่มอีก 7 บาท กลายเป็น 107 บาท
หรือถ้าเราอยากตั้งราคาขาย โดยไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่าโดนบวกราคาเพิ่ม
วิธีการนี้ เราสามารถคิดได้ด้วยการตั้งราคาสินค้า A 100 บาท
โดยใน 100 บาทนี้ จะมีทั้งราคาขายจริง และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% ซ่อนอยู่
โดยในสินค้า A ที่ราคา 100 บาท
จะมีราคาขายจริง เท่ากับ 100 * 100/107 = 93.5 บาท
และจะมีภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT 7% เท่ากับ 100 * 7/107 = 6.5 บาท
ซึ่งวิธีการคิดแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเรามีรายได้จากการขายสินค้าจริง ๆ อยู่ที่ชิ้นละ 93.5 บาท
และมีภาษีที่ธุรกิจของเรา เก็บจากลูกค้าเพื่อส่งให้กับกรมสรรพากร อยู่ที่ชิ้นละ 6.5 บาท
และเพื่อไม่ให้เราขายของไปแล้วขาดทุน หรือได้กำไรเพียงน้อยนิด
การคิดราคาสินค้าแบบนี้ เราจะต้องเช็กต้นทุนสินค้าดี ๆ ว่าราคาต้นทุนต่อชิ้นนั้นอยู่ที่เท่าไร
อย่างเช่น ถ้าเราอยากได้มาร์จิน หรืออัตรากำไรอยู่ที่ 20%
นั่นหมายความว่า ในสินค้า A ที่เราขายให้ลูกค้าราคา 100 บาท
เราต้องการกำไรจากสินค้าตัวนี้ชิ้นละ 100 x 20% ก็เท่ากับ 20 บาท
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเราจะมีค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อชิ้นอยู่ที่ 80 บาท
และที่สำคัญ คืออย่าลืมว่าใน 80 บาทนี้ จะต้องรวม VAT 7% แล้ว ไม่ใช่เป็นราคาที่ต้องบวก VAT ไปเพิ่ม ซึ่งจะกดมาร์จินให้ต่ำลง
- และเวลาเราซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบต่าง ๆ จากคู่ค้า
เราต้องไม่ลืมที่จะขอใบกำกับภาษี ที่มี VAT 7% รวมอยู่ในใบเสร็จที่เราสั่งซื้อด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราสั่งสินค้าจากคู่ค้า มาชิ้นละ 80 บาท
ในราคาชิ้นละ 80 บาทนั้น รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT อยู่ที่ชิ้นละ 5.2 บาท
นั่นหมายความว่า ต้นทุนราคาสินค้าต่อชิ้นที่เราซื้อมาจริง ๆ จะอยู่ที่ 74.8 บาท ไม่ใช่ 80 บาท
ส่วนอีก 5.2 บาท ก็คือเงินที่คู่ค้าเก็บจากเรา ซึ่งเราเรียกว่าเป็น “ภาษีซื้อ” นั่นเอง
เมื่อเราได้ทั้งภาษีขาย และภาษีซื้อแล้ว เราก็จะนำตัวเลขทั้งสองฝั่งนี้มาหักลบกัน
โดยวิธีการคิดยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะส่งให้กรมสรรพากร มีวิธีคิดง่าย ๆ อย่าง
- ฝั่งภาษีขาย
สมมติว่าในเดือนนี้ เราขายแต่สินค้า A
และสินค้า A มียอดขายอยู่ที่ 10,000 ชิ้น โดยขายให้ลูกค้าราคาชิ้นละ 100 บาท
ยอดขายที่ได้ทั้งหมดคือ 10,000 x 100 = 1,000,000 บาท
และเมื่อเราถอด VAT 7% ออก ก็เท่ากับว่ายอดขายสินค้า 1,000,000 บาท
เป็นรายได้ที่ธุรกิจรับรู้จริง ๆ จะเท่ากับ 1,000,000 x (1/1.07) = 934,579 บาท
และส่วนที่เหลือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่เราเก็บกับลูกค้า 65,421 บาท
- ฝั่งภาษีซื้อ
สมมติว่าต้นทุนของสินค้า A ที่เราขายไปให้ลูกค้า มีราคาชิ้นละ 80 บาท
ยอดขายที่ได้ทั้งหมดคือ 10,000 x 80 = 800,000 บาท
และเมื่อเราถอด VAT 7% ออก ก็เท่ากับว่าเงินค่าใช้จ่ายที่เราซื้อสินค้ากับคู่ค้า 800,000 บาท
เป็นค่าสินค้าที่เราซื้อจากคู่ค้ามาจริง ๆ เท่ากับ 800,000 x (1/1.07) = 747,664 บาท
และส่วนที่เหลือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่เราจ่ายให้กับคู่ค้า 52,336 บาท
เมื่อเราได้ทั้งภาษีขายและภาษีซื้อแล้ว ก็เท่ากับว่าภาษีมูลค่าเพิ่มสุทธิ ที่ธุรกิจของเราได้ส่งให้กรมสรรพากรในเดือนนั้นอยู่ที่ 65,421 บาท - 52,336 บาท หรือเท่ากับ 13,085 บาทนั่นเอง
3. นอกจากคนทำมาค้าขาย ที่มีรายได้ต่อปีเกิน 1,800,000 บาท
จะต้องรับผิดชอบภาษี VAT แล้ว
เรายังต้องรับผิดชอบ ในภาษีก้อนที่ 2 นั่นก็คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เราจะคิดจากกำไร ที่ธุรกิจสามารถทำได้จากการขายสินค้า
- ซึ่งสิ่งที่พ่อค้าแม่ค้า ต้องเข้าใจเป็นอันดับแรกก็คือ รายได้
โดยรายได้จากการขายสินค้า ต้องไม่รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ที่เราเก็บจากลูกค้า
อย่างเช่น เราตั้งราคาขายสินค้า 100 บาท
เมื่อถอด VAT ออกแล้ว รายได้จริง ๆ ของธุรกิจก็จะอยู่ที่ 93.5 บาท
- ส่วนต้นทุนค่าใช้จ่ายที่หักออกไป
กรมสรรพากรอนุญาตให้พ่อค้าแม่ค้า สามารถเลือกหักต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ
- รูปแบบแรก คือให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60%
วิธีการนี้ เราสามารถนำรายได้จริง (ที่ถอด VAT ออกแล้ว) มาคูณด้วย 60% ได้ทันทีโดยไม่ต้องแสดงหลักฐานใด ๆ
ยกตัวอย่างเช่น เรามีรายได้จากการขายสินค้าทั้งปีอยู่ที่ 3,000,000 บาท
เราหักต้นทุนแบบเหมาจ่ายไปเลย 60% ก็เท่ากับว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,800,000 บาท
เราจะเหลือเป็นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,200,000 บาท
ซึ่งเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายนี้ ก็ถือเป็นรายได้ที่เราจะต้องไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมกับสิทธิในการลดหย่อนภาษีของตัวเอง
ซึ่งวิธีการนี้ จะเหมาะกับร้านค้าที่ไม่มีเวลาเก็บบิล หรือไม่มีเอกสารแสดงหลักฐานต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ชัดเจน
โดยข้อเสียของวิธีนี้ ก็คือจะไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ควรจะหักออกไปมาเป็นหลักฐาน อย่าง
ค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร อุปกรณ์ และค่าจ้างแรงงานต่าง ๆ เพราะกรมสรรพากรมองว่าค่าใช้จ่ายนี้ ได้รวมอยู่ในก้อน 60% เรียบร้อยแล้ว
- รูปแบบที่ 2 ก็คือให้หักค่าใช้จ่ายตามจริง
โดยวิธีการนี้ กรมสรรพากรจะให้เรา นำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจจริงมาหักลบ
เช่น ต้นทุนซื้อสินค้า และวัตถุดิบต่าง ๆ (ที่ถอด VAT ออกเรียบร้อยแล้ว)
ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ ยังรวมไปถึงค่าเช่าสถานที่, ค่าจ้างพนักงาน ไปจนถึงค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำธุรกิจ
ถ้าค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีเอกสาร หรือใบกำกับภาษีที่เป็นหลักฐานที่ชัดเจน เราสามารถนำหลักฐานพวกนี้ มายื่นแสดงเป็นค่าใช้จ่ายได้
ซึ่งวิธีการนี้ เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีอัตรากำไร หรือมาร์จินต่ำ
หรือมีต้นทุนสินค้า และค่าดำเนินงานที่สูงเกินกว่า 60% ของรายได้
โดยสามารถนำหลักฐานเหล่านี้ ไปแสดงต่อกรมสรรพากรให้รับรู้ว่ามีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง และจะทำให้เราเสียภาษีน้อยลง
และเมื่อเราคำนวณกำไรจากการค้าขายแล้ว
เราสามารถนำกำไรนั้น มาหักค่าลดหย่อน และสิทธิลดหย่อนส่วนตัว
จนกลายเป็นเงินได้สุทธิ หรือฐานเงินได้ขั้นสุดท้ายที่กรมสรรพากร จะนำไปคิดคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได ที่ฐานภาษี 5% - 35% นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม หากเรามีรายได้จากทางอื่นทั้งหมด นอกเหนือจากเงินเดือน เป็นจำนวน 1,000,000 บาทต่อปี กรมสรรพากรจะบังคับให้เช็กวิธีคิดแบบเหมา ด้วยการคำนวณ ภาษีขั้นต่ำ (รายได้รวม x 0.5%) ควบคู่ไปด้วย
โดยให้เทียบกัน 2 วิธี ระหว่างวิธีคิดแบบขั้นบันได กับวิธีคิดแบบเหมา วิธีใดคำนวณแล้วเสียภาษีสูงกว่า ก็ให้เลือกเสียภาษีตามวิธีนั้น
จะเห็นได้ว่า การยื่นภาษีของพ่อค้าแม่ค้า ก็จะคิดคำนวณเงินได้สุทธิ คล้าย ๆ กับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป
แต่จุดสำคัญอยู่ตรงที่ถ้าเราประกอบอาชีพค้าขาย
กฎหมายจะบังคับให้เรายื่นภาษี ต่อกรมสรรพากรปีละ 2 ครั้ง
โดยจะมีรอบการยื่น คือ
- รอบครึ่งปี ยื่น ภ.ง.ด. 94 โดยคำนวณเงินได้สุทธิจากครึ่งปีแรก
- รอบเต็มปี ยื่น ภ.ง.ด. 90 โดยคำนวณเงินได้สุทธิทั้งปี
ซึ่งภาษีที่คำนวณและจ่ายไปแล้วในแบบ ภ.ง.ด. 94 ครึ่งปีแรก สามารถนำมาใช้เป็นเครดิตภาษีหักลบออกจากยอดภาษีที่ต้องจ่ายจริงตอนสิ้นปี ในแบบ ภ.ง.ด. 90 ได้
4. เมื่อค้าขายจนร่ำรวย และมีฐานภาษีเยอะ
เราสามารถนำธุรกิจเข้าไปจดทะเบียนเป็นบริษัท เพื่อเสียภาษีนิติบุคคล ในอัตราที่น้อยกว่าฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ซึ่งการนำธุรกิจค้าขายของเราเข้าไปจดทะเบียนเป็นบริษัท จะเหมาะกับธุรกิจ SME ที่มีรายได้สุทธิ อยู่ในเกณฑ์ฐานภาษีที่สูงกว่า 15%
และที่สำคัญ เราต้องมีเงินทุนสะสมจากการค้าขายมากพอที่จะนำมาใช้เป็น “ทุนจดทะเบียน” เริ่มต้นเปิดบริษัท
เมื่อฐานภาษีจากธุรกิจของเรา มีแนวโน้มมากกว่า 15% เราสามารถวางแผนประหยัดภาษี โดยเลือกจดทะเบียนนิติบุคคลในนามบริษัท
และสามารถโยกทรัพย์สิน รวมถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายของเรา เข้าไปไว้ในบริษัท แล้วเสียภาษีในอัตรานิติบุคคล ในฐานที่น้อยกว่าการเสียภาษีอัตราบุคคลธรรมดา
โดยอัตราภาษีนิติบุคคลแบบขั้นบันไดนี้ จะเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับธุรกิจ SME ซึ่งกรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า บริษัทจะต้องมี
- ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ไม่เกิน 5,000,000 บาท
- และมียอดขายหรือรายได้รวมทั้งปี ไม่เกิน 30,000,000 บาท
และหากบริษัทของเราเข้าเกณฑ์ SME นี้ เราก็จะได้รับสิทธิเสียภาษีอัตราพิเศษแบบขั้นบันได นั่นก็คือ
- ถ้าบริษัทได้กำไร 0 - 300,000 บาทแรก จะได้รับการยกเว้นภาษี
- ถ้าบริษัทได้กำไร 300,001 - 3,000,000 บาท จะเสียภาษี 15%
- ถ้าบริษัทได้กำไร 3,000,001 บาทขึ้นไป จะเสียภาษี 20%
แต่เรื่องที่ควรรู้อีกอย่างคือ เวลาจดทะเบียนเป็นบริษัท เราจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นั่นก็คือค่าใช้จ่ายสำหรับจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาต CPA เข้ามาตรวจสอบงบการเงินภายในบริษัท
โดยงบการเงิน ก็จะมีทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรของบริษัท รวมถึงตรวจสอบฐานะทางการเงินของบริษัท ซึ่งก็คือทรัพย์สินและหนี้สินในปีบัญชีนั้น
เพื่อนำงบที่เซ็นรับรองแล้วไปยื่นส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และกรมสรรพากรพร้อมแบบ ภ.ง.ด. 50 ซึ่งเป็นการเสียภาษีในรูปแบบของนิติบุคคล
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำอีกรอบว่าการเปลี่ยนเป็นนิติบุคคลไม่ได้ประหยัดกว่าเสมอไปทันทีที่ฐานภาษีบุคคลแตะ 15% เพราะนิติบุคคลมี ต้นทุนแฝง
เช่น ค่าบริการทำบัญชีและผู้สอบบัญชี (CPA) ซึ่งอาจจะเป็นเงินหลักหลายหมื่นบาทต่อปี และหากต้องการนำเงินกำไรจากบริษัทออกมาใช้ส่วนตัว จะต้องเสีย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% จากเงินปันผล เพิ่มเติมด้วย
ดังนั้น เมื่อฐานภาษีบุคคลธรรมดาสูงขึ้น ประมาณ 20% ขึ้นไป ควรลองคำนวณเปรียบเทียบ โดยต้องนำค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี และภาษีเงินปันผล 10% มาคิดเป็นต้นทุนรวมด้วย
5. สรุปอีกที เรื่องภาษีที่คนทำธุรกิจหรือค้าขายต้องรับผิดชอบ
- เช็กรายได้ จากการทำธุรกิจ
ถ้าในปีนั้น ขายของได้มากกว่า 1,800,000 บาท จะต้องจด VAT เพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่ถ้าในปีนั้น ยังขายของได้น้อยกว่า 1,800,000 บาท ก็ยังไม่ต้องจด VAT และสามารถนำยอดขายมาคำนวณเป็นรายได้สุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- เมื่อร้านค้าจด VAT แล้ว ก็ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเท่ากับ ภาษีขาย - ภาษีซื้อ แล้วส่งให้กรมสรรพากรทุกเดือน
- เมื่อส่ง VAT ให้กรมสรรพากรทุกเดือนแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะบันทึกรายได้ และค่าใช้จ่ายในธุรกิจ
แล้วนำกำไรที่เราได้นั้น ไปหักค่าลดหย่อนส่วนตัวเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- เมื่อธุรกิจขยายตัว ค้าขายจนร่ำรวยและมีฐานภาษีสูงเกินกว่า 15% ให้ลองพิจารณาเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท พร้อมด้วยเงินทุนสำหรับจดทะเบียนจำนวนหนึ่ง
แล้วบันทึกบัญชีอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งให้กรมสรรพากรแล้วเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นสรุปรวบยอดภาษี ที่คนทำมาค้าขายต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
ถึงแม้ว่าพ่อค้าแม่ค้าขายของดีแบบเทน้ำเทท่า แต่ถ้าโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลัง และพบว่าไม่ได้ยื่นเอกสารภาษีให้ถูกต้อง
จากที่เคยค้าขายร่ำรวย ก็อาจโดนเช็กบิลภาษีย้อนหลัง พร้อมกับค่าปรับต่าง ๆ จนอาจเป็นหนี้รัฐบาล ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ
และที่เลวร้ายที่สุด ก็คือบุคคลนั้นอาจถูกฟ้องล้มละลายก็เป็นได้..