
คุยกับผู้จัด GOODHOOD งานอิเวนต์ รวมคนเทสต์ดี ทุกปลายปี ที่จัดมาแล้ว 6 ปีติด
6 ม.ค. 2026
-GOODHOOD คืองานที่ คล้าย ๆ กับ Festival ขนาดย่อม ที่จะเป็นเหมือนตลาด มีร้านค้า มีอาหารมาขาย แต่ที่เสริมเข้ามาคือ มีทั้งดนตรีสด ดีเจ เครื่องดื่ม ให้อยู่กันได้ยาว ๆ โดยจะจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี
ที่สำคัญคือ อิเวนต์นี้กลายเป็นเหมือนจุดรวมพลคนเทสต์ดีไปแล้ว..
ซึ่ง GOODHOOD นั้นก็จัดมาปีนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2020
โดยจุดเริ่มต้นของงานนี้ ที่มาจากเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่ง ที่อยากทำอิเวนต์ในแบบที่ชอบ
อยากใส่อะไรที่อยากให้มีลงไป จนมันกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของงานนี้
เรื่องราวของ GOODHOOD เป็นอย่างไร ?
วันนี้ BrandCase ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณมะนาว-พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล หนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้จัด GOODHOOD
ที่มาเล่าถึงเบื้องหลัง การจัดงานอิเวนต์สนุก ๆ ที่จัดปีละครั้ง แต่เป็นกระแสมากในตอนนี้
“เพื่อนคนไหนที่เก่งทางด้านนี้ก็ชวนมาช่วยดิไซน์ ช่วยออกแบบ
ใครถนัดอะไร เราก็ชวนเขามาทำ
ตู้สติกเกอร์ไม่มี เราก็ชวนน้องที่รู้จัก ที่เก่งด้านนี้ มาช่วยออกแบบให้
ร้านเสื้อผ้าไหนที่ตัวเองคิดว่าชอบ หรืออยากดันให้เขาเป็นที่รู้จัก ก็ชวนมาออกงาน
ร้านอาหารไหนที่คิดว่าอร่อย ก็ชวนมาขายที่งาน
ใครชอบนักร้อง หรือมีวงหน้าใหม่เจ๋ง ๆ ก็ช่วย ๆ กันลิสต์ แล้วบุ๊กวันเลย”
นี่น่าจะเป็นนิยามสั้น ๆ ง่าย ๆ ของ GOODHOOD ที่มาจากคำว่า Good Neighborhood หรือชุมชนที่ดี
ที่ทางผู้ก่อตั้งทั้ง 4 คน นั่นก็คือ คุณมะนาว คุณสตางค์ คุณเอ็น คุณโบว์ลิ่ง ตั้งใจอยากให้งานนี้มันออกมาเป็นแบบนั้นจริง ๆ
เรื่องของ GOODHOOD นั้นมันเริ่มมาจากเพื่อนสนิททั้ง 4 คน ที่มีงานประจำของตัวเองอยู่แล้วคือ
- คุณมะนาว ทำงานจัดอิเวนต์มาก่อน และขายบราวนี่ภายใต้แบรนด์ Oldschoolbrownies
- คุณสตางค์ ทำงานด้าน Experience Design บวกช่วยธุรกิจที่บ้านคือ TUBA และร้านอาหารเฮียด่วน
- คุณโบว์ลิ่ง ทำเสื้อผ้าแบรนด์ FRECKLED MARKET
- คุณเอ็น ทำแบรนด์ tresfashion.co
จะเห็นว่าทุกคนนั้นอยู่ในวงการที่แตกต่างกัน เชี่ยวชาญไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ตอนนั้นมีแพสชันเดียวกันคืออยากลองทำอิเวนต์ด้วยกันสักครั้ง
ซึ่งหลังจากทั้ง 4 คนตกลงกันเรียบร้อย ก็ใช้เวลาไม่ถึง 3 เดือน ในการสร้างงาน GOODHOOD ครั้งแรกขึ้น ในปี 2020 ซึ่งตอนนั้นทุกคนอายุ 20 ต้น ๆ กันเท่านั้นเอง
แต่ด้วยความแตกต่างของทั้ง 4 คน ทำให้ทุกพาร์ตของงานนี้ มันถูกเลือกเองกับมือจากทุกคนในทีมจริง ๆ
อย่างคุณมะนาว คุณโบว์ลิ่ง คุณเอ็น ก็ทำหน้าที่หลัก ๆ ในการเลือกร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร วางกลยุทธ์แนวทางของงาน
ส่วนคุณสตางค์เองก็ทำหน้าที่ในการดูแลเรื่องการตกแต่ง และภาพรวม Operation ในงาน
แล้วอะไรที่ทำให้ GOODHOOD นั้นประสบความสำเร็จ ?
เราลองมาดูปัจจัยแต่ละอย่างที่ทำให้มันเกิดขึ้นเป็นงานนี้กัน
1. สถานที่จัดงาน ริมน้ำ แบบไม่มีอะไรมากั้น
คุณมะนาวเล่าว่า ตอนที่ทั้ง 4 คน คิดจะจัดงานนี้ ตอนแรกคิดว่า อยากได้สถานที่จัดงานบรรยากาศดี ๆ สักที่หนึ่ง แต่ก็หาอยู่สักพัก
จนมาเจอกับโกดังเสริมสุข ฝั่งธนบุรี ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับ ไอคอนสยาม ทำเลติดแม่น้ำ ที่คุณมะนาวบอกว่า พอเห็นสถานที่นี้ครั้งแรกก็รู้สึกว่ามันต้องเป็นที่นี่แหละ
เพราะโกดังเสริมสุข มีความ Connect กับแม่น้ำเลย แบบไม่มีอะไรมากั้น และพื้นที่ในงานก็เป็นพื้นที่โล่ง ๆ
ไม่มีกำแพงอะไร
ทำให้รู้สึกเหมือนไม่โดนตีกรอบหรือจำกัดอะไร ให้ทุกอย่างมันเชื่อมถึงกันหมด ส่วนตัวพื้นก็เป็นคอนกรีตที่พร้อมใช้งานอยู่แล้ว
ส่วนการเดินทางก็สามารถเดินทางมาได้ทั้งทางรถ ทางเรือ และรถขนส่งสาธารณะ
หรืออย่างปีล่าสุด ก็มีการย้ายสถานที่จัดงานไปยังสำนักงาน Thai Smile Bus เพื่อจัดงาน GOODFOOD (งานคล้าย ๆ กันแต่มีเฉพาะร้านอาหาร) ก็เป็นพื้นที่โล่งติดแม่น้ำ ขนาดใหญ่ ให้บรรยากาศแบบชิล ๆ เหมือนเดิม
2. ร้านค้า เลือกร้านที่ดี งานก็จะดีไปด้วย
คุณมะนาวบอกว่าร้านค้า คือส่วนหนึ่งของงาน ร้านที่ดี งานเรามันก็จะดีไปด้วย ซึ่งคุณมะนาวเองจะให้ความสำคัญกับการเลือกร้านที่จะเข้ามาในงานมาก ๆ
อย่างตอนปีแรก เนื่องจากว่าคุณมะนาวเองก็อยู่ในวงการ แฟชั่น รวมถึงวงการ F&B (อาหารและเครื่องดื่ม) มาบ้าง ก็ทำให้รู้จักร้านค้า และร้านอาหารดี ๆ หรือบางครั้งก็มีร้านของเพื่อน ร้านของคนรู้จัก ที่ชวน ๆ กันมาเปิด
โดยตัวอย่างหลักในการคัดเลือกร้านค้าก็เช่น
- ร้านที่มาต้องเป็นเจ้าของไอเดีย
ทางทีมจะเคารพกับการเป็นเจ้าของไอเดียมาก เช่น ร้านออนไลน์หลาย ๆ ร้าน สินค้าก็จะมีดิไซน์คล้าย ๆ กัน แต่คุณมะนาวจะเลือกเฉพาะ คนที่เป็นต้นแบบไอเดียนี้จริง ๆ คือพยายามเลือกร้านที่เป็น First Mover มาออกงานจริง ๆ
- ร้านต้องไม่ตัดราคากัน
เช่น ร้านพิซซาในงานอาจจะมีได้ 2-3 ร้าน ร้านหนึ่ง 390 บาท อีกร้านหนึ่ง 99 บาท ถ้าเราเลือกร้านที่มันตัดราคากัน ก็จะทำให้อีกร้าน ขายไม่ได้
เพราะฉะนั้น จะไม่เลือกร้านที่มาตัดราคากันเด็ดขาด เหมือนเลือกมาให้แล้วว่าร้านแนวนี้ ราคาประมาณนี้ ที่เหลือคืออยู่ที่ความชอบของคนในงานแล้วว่าจะเลือกร้านไหน
- เลือกร้านที่ของมีคุณภาพ คือคิดว่าไม่เกี่ยวว่ามันจะต้องแพง หรือถูกอย่างเดียว แต่ร้านที่มาต้องดีสมราคา สมคุณภาพด้วย และไม่ได้ต้องเลือกว่าจะต้องเป็นร้านดังเท่านั้น
เพราะก็มีหลาย ๆ ร้านที่คุณมะนาวไปเจอแล้วรู้สึกว่าร้านนี้ดี ก็อยากจะช่วยดัน ช่วยสนับสนุนให้เขาเติบโต ก็มีเชิญร้านแบบนี้มาออกบูทในงานอยู่หลายรายเหมือนกัน
จนตอนนี้หลายร้านก็เติบโตกลายเป็นร้านดัง และก็ยังคงอยากมาออกงาน GOODHOOD ทุกปี
พูดง่าย ๆ ว่า คือร้านที่เลือกมาส่วนใหญ่ต้องเป็นร้านที่แบรนดิงของตัวเองดีอยู่แล้ว เพราะร้านเหล่านี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานเหมือนกัน
พอเขาตั้งใจมาออกบูท มาตกแต่งสวย ๆ มันก็ทำให้งานเรามันสวยน่าเดินไปด้วย
นอกจากนี้ร้านเหล่านี้ก็จะมีฐานลูกค้าของตัวเองบ้างอยู่แล้ว พอเขาโปรโมตว่าจะมางานนี้ก็ทำให้ GOODHOOD ไม่ต้องมาโฆษณาเองด้วย
3. โซนถ่ายรูปตู้สติกเกอร์ที่ใครมาก็ต้องเช็กอิน
สำหรับใครที่ไปงานนี้มาบ่อย ๆ จะเห็นอีกหนึ่งอย่างที่คนต่อคิวกันยาวทุกปีนั่นก็คือ ตู้สติกเกอร์
ซึ่งรู้ไหมว่า ไอเดียนี้มันเกิดจากว่าคุณสตางค์ หนึ่งในผู้จัด มีรุ่นน้องที่รู้จัก ที่เก่งด้านการเขียนโคดเขียนโปรแกรม โดยเปิดบริษัทอยู่ชื่อว่า โฟตอน คอร์เปอเรชั่น เลยลองชวนให้น้องกลุ่มนี้มาทำตู้สติกเกอร์ให้
ซึ่งพอติดต่อไป ก็สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง ๆ พอวันงานเริ่ม ก็ยกตู้มาให้เลย
และนี่ก็น่าจะเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ตู้สติกเกอร์ Hello Flashback ที่เราเห็นกันทุกวันนี้
โดยตู้สติกเกอร์ของ Hello Flashback ก็มีในสิ่งที่ตู้สติกเกอร์สมัยนี้ต้องมีทั้งหมด ไม่ว่าจะพรินต์รูป ส่งรูปเข้ามือถือ ทำเป็นแบบไฟล์ GIF และอื่น ๆ
โดยนอกจาก Hello Flashback แล้วทางโฟตอนยังเป็นคนจัดการเรื่อง ระบบการจองตั๋ว Presale ของงาน GOODHOOD ผ่าน Website Hellobooku ในปัจจุบันด้วย
4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบจัดเต็ม
ถึงแม้จะเป็นส่วนของงานที่มีสปอนเซอร์ แต่ก็จะไม่มีคนมาคอยยืนแจกยืนขายหน้าบูท คือต้องไม่มีพรีเซนเตอร์มาช่วยเชียร์ ช่วยโปรโมตขายเครื่องดื่มเหมือนงานทั่ว ๆ ไป
โดยปัจจุบันนั้นก็มีครบแทบทุกเครื่องดื่ม คือมีเบียร์ มีเหล้า มีไวน์ มีค็อกเทลที่มาจากร้าน Paper Plane Project ร้านดังย่านทองหล่อ
5. วงดนตรีที่คน Gen Y ก็ฟังได้ Gen Z ก็ฟังดี
ถ้าใครที่มาปีแรก ๆ เลยจะเห็นว่า GOODHOOD เลือก วงอินดี้ตามสไตล์ที่คุณมะนาวกับเพื่อน ๆ ฟังเลย เช่น ปลานิลเต็มบ้าน, Lemon Soup, Stoondio, Moving and Cut, HYBS
แต่พอมาตอนนี้ คนที่มางาน ก็มีเด็กรุ่นใหม่ ๆ มาเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ในช่วงปีหลัง ๆ จึงมีการเลือกวงดนตรีที่ฟังได้ทั้งสอง Gen เลย คือ Gen Y ก็ฟังได้ Gen Z ก็ฟังดี
อย่างในปีนี้จะเห็นได้ว่า เริ่มมีวงที่เอาใจเด็กรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น PUN, YOUNGOHM, BLVCKHEART ซึ่ง
ก็น่าจะเป็นวันที่คนเยอะที่สุดในปีนี้แล้ว
แต่อีกหนึ่งกฎเหล็กที่ทางทีมให้ความสำคัญมาก ๆ คือ การเว้นพื้นที่วงเปิดให้กับศิลปินหน้าใหม่ ที่คุณมะนาวบอกว่า วงเปิดของงาน GOODHOOD จะถูกเก็บไว้ให้กับวงรุ่นใหม่ ๆ ที่คิดว่าดีและอยากดันให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
6. ดีเจชื่อดัง มาเล่นหลังคอนเสิร์ตจบ
หากใครที่ไม่เคยไปงานนี้ ปกติหลังจากที่คอนเสิร์ตจบ ส่วนมากงานก็จะจบไม่มีอะไรต่อ แต่ที่ GOODHOOD ยังมีดีเจมาเปิดเพลงต่อถึงเที่ยงคืน
โดยตัวบูทดีเจจะเป็นบูทเล็ก ๆ อยู่ข้าง ๆ เวทีใหญ่ สำหรับคนที่อยากอยู่ต่อก็มาฟังเพลงต่อตรงนี้ได้
ซึ่งแต่ก่อน ช่วงดีเจแทบจะไม่มีคนเลย คุณมะนาวกับเพื่อน ๆ ต้องไปเต้นบิวด์กันหน้าดีเจ จนคนเริ่มเห็นแล้วก็เริ่มมาจอยกันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ
จนหลัง ๆ มานี้ ทางทีมได้มีการนำดีเจ ที่มีชื่อเสียงจากร้านดัง ๆ มาเติมมากขึ้น
พอเป็นแบบนี้ก็ทำให้บรรยากาศบูทดีเจ แทบจะเปลี่ยนไปเลย กลายเป็นเหมือน Festival ย่อม ๆ ที่ดนตรีเปิดสนุก จนคนแทบไม่ยอมกลับบ้าน
แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น หลาย ๆ คนก็เลือกมางานนี้ไม่ใช่แค่เพราะมาดูวงดนตรีอย่างเดียวแล้ว แต่ยังเลือกมาเพราะดีเจด้วย เพราะว่าติดใจจากปีก่อนหน้า
7. การจำกัดสปอนเซอร์ และไม่ยัดเยียดขายสินค้าจนเกินไป
และข้อสุดท้ายที่คิดว่าเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของงาน GOODHOOD คือ ไม่ดู Commercial หรือดูขายของ ดูยัดเยียดสินค้าให้จนเกินไป
โดยทางทีมงานจะให้ความสำคัญกับเรื่องสปอนเซอร์มาก คุณมะนาวเล่าว่า ถึงจะมีก็อาจจะไม่ได้มีเยอะมาก หรือถ้ามี ก็จะให้ความสำคัญว่าจะต้องไม่ดูขายเกินไป
ยกตัวอย่างเช่น
- ในปีหนึ่งที่เด็กสมบูรณ์มาเป็นสปอนเซอร์ในงาน เขามีความตั้งใจอยากมาแจกซอสรสชาติใหม่ ๆ ให้คนในงานชิม
แต่ทางทีมก็เสนอไปว่า ไม่อยากให้คนมายืนแจกซอส เพราะคนที่มาเดิน GOOD HOOD ไม่ได้ชอบสิ่งนี้
แต่สิ่งที่ทางทีมช่วยเสนอไอเดียไปคือ แนะนำให้เด็กสมบูรณ์ทำบูทซอสแบบให้คนเดินไปบีบเองได้เลย
แล้วก็แนะนำด้วยว่า สามารถไปตั้งตรงไหนได้บ้าง เช่น ใกล้จุดอาหาร คนเดินผ่าน
ผลสรุปก็คือ ปีนั้นบูทเด็กสมบูรณ์ ก็มีคนมาลองกดซอสต่าง ๆ ใส่อาหารที่ซื้อมาจากร้านค้าเอง โดยที่ไม่ดูยัดเยียดเกินไป
เทียบจากเดิมที่อาจจะต้องให้คนไปยืนแจกซอส และได้แค่คนละรสชาติ แต่พอทำแบบนี้ก็ทำให้คนอยากมาลองแบบไม่ต้องบังคับ และก็ยังได้ลองหลาย ๆ รสด้วย
- หรืออย่างปีล่าสุดที่เป็นแบรนด์ชานม ก็แนะนำไปว่าให้ทำเป็นแนว Experience มากกว่า ที่จะไปยืนแจกชานมอย่างเดียว
โดยทำเป็นตู้ให้คนสามารถมากดเพื่อดมกลิ่นใบชาแต่ละกลิ่นของร้านได้ และให้เข้าไปเลือกเมนูที่ต้องการได้ฟรี
- อีกหนึ่งเคสที่เห็นได้ชัดเลย ถ้าใครไปจะสังเกตว่า GOODHOOD นั้น ไม่ได้มีป้ายชื่องาน หรือป้ายสปอนเซอร์ติดอยู่เต็มไปหมด
โดยเฉพาะตรงเวที ที่สังเกตได้ว่าไม่มีป้ายสปอนเซอร์ หรือป้ายอะไรติดอยู่เลย ต่างจากงานคอนเสิร์ตทั่วไปที่จะมีป้ายสปอนเซอร์ติดอยู่ด้านหลังเต็มไปหมด
เพราะทางทีมอยากให้คนจำได้ว่านี่คือ GOODHOOD โดยที่ไม่ต้องมีป้าย GOODHOOD เลย
ซึ่งก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะหลายคนที่ถ่ายรูปลงในสตอรี แค่เห็นก็รู้แล้วว่าไปงานอะไร
เพราะเวลาที่ไปงานนี้ถ่ายรูปมาสิ่งที่เห็นก็น่าจะเป็น Decoration การตกแต่งสวย ๆ ในงาน แค่นี้ก็สวย เท่ และดูเทสต์ดีมาก ๆ แล้ว
อย่างปีก่อน ๆ ก็เป็นผ้าพลิ้ว ๆ สีส้ม มีพระจันทร์ลูกใหญ่อยู่ลานตรงกลาง
หรืออย่างล่าสุดปี 2025 ที่เพิ่งจัดไปก็มี UFO หรือ โดนัทเล่นแสงสวย ๆ อยู่กลางงาน
และแบ็กกราวนด์เวทีที่เป็นเหมือนเดิมทุกปีก็คือ แฟนเพลงบนสแตนด์ริมแม่น้ำ ที่เป็นความตั้งใจของทีมที่อยากให้ศิลปินรู้สึกว่าแฟนคลับกำลังโอบล้อมเขาไว้อยู่
ทั้งหมดนี้ก็น่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไม GOODHOOD มันถึงเป็นอิเวนต์ที่ได้รับความนิยม วัยรุ่นก็ชอบ วัยทำงานก็มาเดินได้
ซึ่งก็มีเบื้องหลังที่ทำให้งานนี้ ไม่ได้เป็นแค่อิเวนต์ที่คนมาขายของ แล้วก็จบไป
แต่มันกลายเป็นคอมมิวนิตีขนาดย่อม ที่ทุกคนช่วยกันทำให้แข็งแกร่ง
ทั้งกับตัวผู้จัด กับร้านค้า และกับลูกค้าเอง จนจากปีแรก ๆ ที่คนยังไม่เยอะมาก มาปีหลัง ๆ บัตรถึงขั้น SOLD OUT แล้ว
เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเคสธุรกิจที่น่าสนใจของกลุ่มเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ที่จัดอิเวนต์กันปีละครั้ง แต่กำลังเป็นกระแสมาก ๆ ในตอนนี้..
Reference
- สัมภาษณ์พิเศษทีม GOODHOOD โดยเพจ BrandCase