โมเดลร้าน Yakiniku LIKE ปิ้งย่างที่มาเพื่อตอบโจทย์ คนชอบกินคนเดียว

โมเดลร้าน Yakiniku LIKE ปิ้งย่างที่มาเพื่อตอบโจทย์ คนชอบกินคนเดียว

31 พ.ค. 2022
โมเดลร้าน Yakiniku LIKE ปิ้งย่างที่มาเพื่อตอบโจทย์ คนชอบกินคนเดียว | BrandCase
ใครกำลังหาร้านปิ้งย่างที่นั่งทานคนเดียวแล้วไม่เขิน Yakiniku LIKE ร้านปิ้งย่างข้อสอบจากญี่ปุ่น คือร้านที่มาเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องนี้
และในตอนนี้ Yakiniku LIKE ก็ได้มาเปิดสาขาในประเทศไทยแล้ว ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อปลายปี 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งตั้งแต่เปิดร้านมา ก็ยังมีคนต่อคิวกันยาวเหยียด ทั้งที่มาคนเดียวและมาเป็นคู่
ในวันนี้ BrandCase จะมาเล่าเรื่องราวและคอนเซปต์ที่น่าสนใจของร้าน Yakiniku LIKE ให้ฟังกัน..
Yakiniku LIKE เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2018 หรือก็คือเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา
โดยคุณอาริมุระ โมริฮิสะ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานบริษัท Yakiniku Like Co., Ltd.
แล้วทำไม คุณอาริมุระ ถึงอยากทำร้านปิ้งย่างข้อสอบ ?
1. ไลฟ์สไตล์กินเที่ยวคนเดียว กำลังมาแรง
คุณอาริมุระเห็นว่าคนรุ่นใหม่ เริ่มมีไลฟ์สไตล์ที่ออกมาทานอาหารคนเดียว ไม่อยากรอใคร ในขณะเดียวกัน ก็ต้องการทานอาหารที่อร่อยและมีความรวดเร็ว
ดังนั้น Yakiniku LIKE จึงทำออกมาในรูปแบบที่เรียกว่า “Fast Casual”
ซึ่ง Fast Casual คือร้านอาหารที่ผสมแนวคิดระหว่าง Fast Food และ Casual Dining ซึ่งเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ต้องการทานอาหารคุณภาพดี ได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการบริการ
ซึ่งการทำร้านอาหารในรูปแบบ Fast Casual ของ Yakiniku LIKE คือ มีบริการที่นั่งพร้อมเตาย่างไร้ควันแบบส่วนตัว สำหรับใครที่มาคนเดียว โดยโต๊ะจะมีความเป็นส่วนตัว เหมือนกับการนั่งทำข้อสอบ และจะมีการเสิร์ฟอาหารอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น
ส่วนเมนูเด่นของร้าน ก็จะมีเนื้อคุณภาพยอดนิยมตั้งแต่ เนื้อวากิว เนื้อคารูบิ เนื้อฮารามิ เนื้อไพรม์คารูบิ ลิ้นวัว และเนื้ออื่น ๆ อย่างเช่น หมูและไก่
โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งในรูปแบบเป็นชุด หรือเป็นจานเดียว
2. ลูกค้าหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว Win-Win ทั้งแบรนด์และลูกค้า
สำหรับระบบการสั่ง ทางร้านก็ได้ไอเดียมาจากร้านซูชิสายพาน คือสามารถกดสั่งออร์เดอร์ได้จากหน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะอาหาร รวมถึงชำระเงินได้ด้วยตัวเองที่หน้าเคาน์เตอร์
โดยปกติ หากร้านอาหารมีโต๊ะสำหรับ 4 ที่นั่งขึ้นไป มักจะใช้เวลาหมุนเวียนต่อโต๊ะค่อนข้างนาน
เพราะการที่ลูกค้ามากันเป็นกลุ่ม จะสั่งอาหารที่ค่อนข้างเยอะ และใช้เวลาในการรออาหารแต่ละเมนูนาน
รวมไปถึงการสนทนา จนทำให้การใช้ช่วงเวลาบนโต๊ะอาหารนั้น ยาวนานเพิ่มขึ้นไปอีก อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อโต๊ะ
แต่ร้านอาหารแบบ Yakiniku LIKE ลูกค้าจะใช้เวลาต่อโต๊ะ เฉลี่ยเพียง 30-40 นาทีเท่านั้น ส่งผลให้ลูกค้าคนต่อไปไม่ต้องรอคิวนาน และร้านยังสามารถรับลูกค้าในแต่ละวันได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
อีกทั้งการใช้ระบบอัตโนมัติ เพื่อให้ลูกค้าบริการตัวเอง ยังช่วยให้ระบบการจัดการภายในร้าน เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยนอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าแรงงาน จากการจ้างพนักงานแล้ว ทางร้านยังจะได้นำเงินไปลงทุนกับตัวสินค้า อย่างเช่นเนื้อที่มีคุณภาพด้วย
3. ตั้งแต่ช่วงโควิด 19 เริ่มมีกลุ่มลูกค้าที่อยากทานอาหารแบบแยกกับเพื่อน
ในช่วงโควิด 19 ก็มีลูกค้าหลายคนที่อยากทานเนื้อย่าง แต่ไม่สะดวกใจจะแชร์เตา หรือแชร์โต๊ะกับเพื่อน ดังนั้น การมีโต๊ะปิ้งย่างแบบแยกเดี่ยว จึงตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ Yakiniku LIKE ไม่ค่อยได้รับผลกระทบในช่วงโควิด 19 เท่าไรนัก เมื่อเทียบกับร้านปิ้งย่างอื่น ๆ ที่ต้องปิดตัวลงมากมายในช่วงโควิด 19
ปัจจุบัน Yakiniku LIKE มีสาขามากกว่า 70 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น และขยายสาขาไปทั่วเอเชีย ตั้งแต่อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, ไต้หวัน, สิงคโปร์ รวมถึงสาขาใหม่ล่าสุดก็คือ ประเทศไทย
โดยตั้งอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว นั่นเอง
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทำให้ Yakiniku LIKE ยังคงฮอตฮิต ก็เพราะผู้ก่อตั้งสังเกตและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ที่อยากกินเที่ยวคนเดียว แต่ยังไม่มีร้านประเภทนี้มากพอ
ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจที่เข้าใจความต้องการของคนได้ก่อน และลงมือทำได้ก่อน จะเป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จ
ก็ไม่แปลกที่ Yakiniku LIKE จะสามารถเติบโตไปทั่วเอเชียได้ ในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นเอง..
References:
-https://www.facebook.com/scb.thailand/posts/10155497605958545/
-https://th.anngle.org/business/yakiniku-like-restaurant.html
-https://www.yanoresearch.com/en/press-release/show/press_id/2418
-https://www.statista.com/statistics/1008135/japan-solo-dining-market-size/
-https://bizspa.jp/post-493724/
© 2022 BrandCase. All rights reserved.